วันศุกร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2551

เรียน เมื่อวันพุธที่ 27 สิงหาคม 2008 ส่งเรื่อง SDH และสายใยแก้วนำแสง

เครือข่ายความเร็วสูง
SDH ย่อมาจาก Synchronous Digital Heirarchy SDH เป็นคำศัพท์ที่มีความหมาย
ถึงการวางลำดับการสื่อสารแบบซิงโครนัสในตัวกลางความเร็วสูง ซึ่งโดยปกติใช้
สายใยแก้วเป็นตัวนำสัญญาณ การสื่อสารภายในเป็นแบบซิงโครนัส คือส่งเป็นเฟรม
และมีการซิงค์บอกตำแหน่ง เริ่มต้นเฟรมเพื่อให้อุปกรณ์รับตรวจสอบสัญญาณ
ข้อมูลได้ถูกต้อง มีการรวมเฟรมเป็นช่องสัญญาณที่แถบกว้างความเร็วสูงขึ้น
และจัดรวมกันเป็นลำดับ เพื่อใช้ช่องสื่อสารบนเส้นใยแก้วนำแสง ความเป็น
มาของ SDH มีมายาวนานแล้ว เริ่มจากการจัดการโครงข่ายสายโทรศัพท์
ซึ่งสัญญาณโทรศัพท์ได้เปลี่ยนเป็นดิจิตอล โดยช่องสัญญาณเสียงหนึ่งช่อง
ใช้สัญญาณแถบกว้าง 64 กิโลบิต แต่ในอดีตการจัดมาตรฐานลำดับชั้นของ
เครือข่ายสัญญาณเสียงยังแตกต่างกัน เช่นในสหรัฐอเมริกา มีการจัดกลุ่มสัญญาณ
เสียง 24 ช่อง เป็น 1.54 เมกะบิต หรือที่เรารู้จักกันในนาม T1 และระดับต่อไปเป็น
63.1, 447.3 เมกะบิต แต่ทางกลุ่มยุโรปใช้ 64 กิโลบิตต่อหนึ่งสัญญาณเสียง และจัด
กลุ่มต่อไปเป็น 32 ช่องเสียงคือ 2.048 เมกะบิต ที่รู้จักกันในนาม E1 และจัดกลุ่ม
ใหญ่ขึ้นเป็น 8.44, 34.36 เมกะบิต
การวางมาตรฐานใหม่สำหรับเครือข่ายความเร็วสูงจะต้องรองรับการใช้งานต่าง ๆ
ทั้งเครือข่ายสัญญาณโทรศัพท์ และสัญญาณมัลติมีเดียอื่น ๆ เช่น สัญญาณโทรทัศน์
ข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต และที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอีกได้ คณะกรรมการจัดการมาตร
ฐาน SDH จึงรวมแนวทางต่าง ๆ ในลักษณะให้ยอมรับกันได้ โดยที่สหรัฐอเมริกา
เรียกว่า SONET ดังนั้นจึงอาจรวมเรียกว่า SDH/SONET การเน้น SDH/SONET
ให้เป็นกลางที่ทำให้เครือข่ายประยุกต์ใช้งานต่าง ๆ วิ่งลงตัวได้จึงเป็นเรื่องสำคัญ
เนื่องจากโครงข่ายของ SDH/SONET ใช้เส้นใยแก้วนำแสงเป็นหลัก โดยวางแถบ
กว้าง พื้นฐานระดับต่ำสุดไว้ที่ 51.84 เมกะบิต โดยที่ภายในแถบกว้างนี้จะเป็นเฟรม
ข้อมูลที่สามารถนำช่องสัญญาณเสียงโทรศัพท์ หรือการประยุกต์อื่นใดเข้าไปรวมได้
และยังรวมระดับช่องสัญญาณต่ำสุด 51.84 เมกะบิตนี้ให้สูงขึ้น เช่นถ้าเพิ่มเป็นสาม
เท่าของ 51.84 ก็จะได้ 155.52 ซึ่งเป็นแถบกว้างของเครือข่าย ATM
โมเดลของ SDH แบ่งออกเป็นสี่ชั้น เพื่อให้มีการออกแบบและประยุกต์เชื่อมต่อ
ได้ตามมาตรฐานหลัก
ชั้นแรกเรียกว่าโฟโตนิก เป็นชั้นทางฟิสิคัลที่เกี่ยวกับการเชื่อมเส้นใยแก้วนำแสง
และอุปกรณ์ประกอบทางด้านแสง
ชั้นที่สอง เป็นชั้นของการแปลงสัญญาณแสง เป็นสัญญาณไฟฟ้า หรือในทางกลับ
กัน เมื่อแปลงแล้วจะส่งสัญญาณไฟฟ้าเชื่อมกับอุปกรณ์สื่อสารอื่น ๆ ชั้นนี้ยังรวม
ถึงการจัดรูปแบบเฟรมข้อมูล ซึ่งเป็นเฟรมมาตรฐาน แต่ละเฟรมมีลักษณะชัดเจนที่
ให้อุปกรณ์ตัวรับและตัวส่งสามารถซิงโครไนซ์เวลากันได้ เราจึงเรียกระบบนี้ว่า ซิงโครนัส
ชั้นที่สามเป็นชั้นที่ว่าด้วยการรวมและการแยกสัญญาณ ซึ่งได้แก่วิธีการมัลติเพล็กซ์
และดีมัลติเพล็กซ์ เพราะข้อมูลที่เป็นเฟรมนั้นจะนำเข้ามารวมกัน หรือต้องแยกออก
จากกัน การกระทำต้องมีระบบซิงโครไนซ์ระหว่างกันด้วย
ชั้นที่สี่ เป็นชั้นเชื่อมโยงขนส่งข้อมูลระหว่างปลายทางด้านหนึ่งไปยังปลายทางอีกด้าน
หนึ่ง เพื่อทำให้เกิดวงจรการสื่อสารที่สมบูรณ์ ในการสื่อสารระหว่างอุปกรณ์หนึ่งไป
ยังอีกอุปกรณ์หนึ่งจึงเสมือนเชื่อมโยงถึงกันในระดับนี้
เพื่อให้การรับส่งระหว่างปลายทางด้านหนึ่งไปยังอีกปลายทางด้านหนึ่งมีลักษณะสื่อ
สารไปกลับได้สมบูรณ์ การรับส่งจึงมีการกำหนดแอดเดรสของเฟรมเพื่อให้การรับ
ส่งเป็นไปอย่างถูกต้อง กำหนดโมดูลการรับส่งแบบซิงโครนัส ที่เรียกว่า STM – Synchronous
Transmission Module โดย เฟรมของ STM พื้นฐาน มีขนาด 2430 ไบต์ โดยส่วนกำหนด
หัวเฟรม 81 ไบต์ ขนาดแถบกว้างของการรับส่งตามรูปแบบ STM จึงเริ่มจาก 155.52 เมกะ
บิตต่อวินาที ไปเป็น 622.08 และ 2488.32 เมกะบิตต่อวินาที จะเห็นว่า STM ระดับแรกมี
ความเร็ว 155.52 เมกะบิตต่อวินาที ซึ่งเป็น 3 เท่าของแถบกว้างพื้นฐานของ SDH ที่ 51.84
เมกะบิตต่อวินาที STM จึงเป็นส่วนหนึ่งที่อยู่ภายใน SDH ด้วย
เมื่อพิจารณาให้ดีจะเห็นว่า ผู้ออกแบบมาตรฐาน SDH ต้องการให้เป็นทางด่วนข้อมูล
ข่าวสาร ที่จะรองรับระบบเครือข่ายโทรศัพท์ที่มีอัตราการส่งสัญญาณกันเป็น T1, T3,
หรือ E1, E3 ขณะเดียวกันก็รองรับเครือข่าย ATM (Asynchronous Transfer Mode)
ที่ใช้ความเร็วตามมาตรฐาน STM ดังที่กล่าวแล้ว โดยที่ SDH สามารถเป็นเส้นทางให้กับ
เครือข่าย ATM ได้หลาย ๆ ช่องของ ATM ในขณะเดียวกัน
SDH จึงเสมือนถนนของข้อมูลที่ใช้เส้นใยแก้วนำแสงเพื่อรองรับแถบกว้างของ
สัญญาณสูง ขณะเดียวกันก็ใช้งานโดยการรวมสัญญาณข้อมูลต่าง ๆ เข้ามาร่วมใช้
ทางวิ่งเดียวกันได้ SDH จึงเป็นโครงสร้างพื้นฐาน เสมือนหนึ่งเป็นถนนเชื่อมโยง
ที่ต่าง ๆ เข้าด้วยกัน ที่สำคัญคือ ถนนเหล่านี้จะเป็นทางด่วนที่รองรับการประยุกต์
ใช้งานในอนาคต SDH หรือทางด่วนข้อมูล จะเกิดได้หรือไม่ คงต้องคอยดูกันต่อไป
















เอกสารอ้างอิง :
http://web.ku.ac.th/schoolnet/snet1/network/sdh.htm


สายใยแก้วนำแสง
สาย สัญญาณที่ใช้กับเครือข่ายคอมพิวเตอร์ใน
ปัจจุบันมี 2 ประเภท โดยแบ่งตามชนิดของตัวนำที่
ช้ประเภทแรกคือ แบบที่ใช้โลหะเป็นตัวนำสัญญาณ
(Conductive Metal) เช่น สายคู่บิดเกลียว (Twisted
Pairs) และสายโคแอ็กซ์ (Coaxial Cable) ซึ่งปัญหา
ของสายที่มีตัวนำเป็นโลหะนั้นก็คือ สัญญาณที่วิ่งอยู่
ภายในสายนั้น อาจจะถูกรบกวนได้โดยคลื่นแม่เหล็ก
ไฟฟ้าแหล่งต่าง ๆ เช่น มอเตอร์ไฟฟ้า เครื่องใช้ไฟ
ฟ้าต่าง ๆ ที่ผลิตสนามแม่เหล็ก หรือแม้กระทั่งปรากฏ
การณ์ธรรมชาติ เช่น ฟ้าผ่า เป็นต้น และการเดินสาย
เป็นระยะทางไกลมาก ๆ เช่น ระหว่างประเทศจะมีการ
สูญเสียของสัญญาณเกิดขึ้น จึงต้องใช้อุปกรณ์สำหรับ
ทวนสัญญาณติดเป็นจำนวนมาก เพราะฉะนั้นจึงมีการ
คิดค้นและพัฒนาสายสัญญาณแบบใหม่ ซึ่งใช้ตัวนำซึ่ง
ไม่ได้เป็นโลหะขึ้นมาก็คือ สายใยแก้วนำแสง (Fiber
Optic) ซึ่งใช้สัญญาณแสงในการส่งสัญญาณไฟฟ้า
ทำให้การส่งสัญญาณไม่ถูกรบกวนจากสนามแม่เหล็ก
ไฟฟ้าต่าง ๆ ทั้งยังคงทนต่อสภาพแวดล้อมอีกด้วย
และตัวกลางที่ใช้สำหรับการส่งสัญญาณแสงก็คือ
ใยแก้วซึ่งมีขนาดเล็กและบางทำให้ประหยัดพื้นที่
ไปได้มาก สามารถส่งสัญญาณไปได้ไกลโดยมีการ
สูญเสียของสัญญาณน้อย ทั้งยังให้อัตราข้อมูล
(Bandwidth) ที่สูงยิ่งกว่าสายแบบโลหะหลายเท่าตัว


โครงสร้างของใยแก้วนำแสง
ส่วนประกอบของใยแก้วนำแสงประกอบด้วย
ส่วนสำคัญคือ ส่วนที่เป็นแกน (Core) ซึ่งจะอยู่ตรง
กลางหรือชั้นในแล้วหุ้มด้วยส่วนห่อหุ้ม (Cladding)
แล้วถูกห่อหุ้มด้วยส่วนป้องกัน (Coating) อีกชั้นหนึ่ง
โดยที่แต่ละส่วนนั้นทำด้วยวัสดุที่มีค่าดัชนีหักเหของ
แสงต่าง กัน ทั้งนี้ก็เพราะต้องคำนึงถึงหลักการหักเห
และสะท้อนกลับห
มดของแสง ส่วนที่เหลือก็จะเป็น
ส่วนที่ช่วยในการติดตั้งสายสัญญาณได้ง่ายขึ้น เช่น
Strengthening Fiber ก็เป็นส่วนที่ป้องกันไม่ให้สาย
ไฟเบอร์ขาดเมื่อมีการดึงสายในตอนติดตั้งสาย สัญญาณ











แกน (Core)

เป็นส่วนกลางของเส้นใยแก้วนำแสง และเป็นส่วน
นำแสง โดยดัชนีหักเหของแสงส่วนนี้ต้องมากกว่าส่วน
ของแคลด ลำแสงที่ผ่านไปในแกนจะถูกขังหรือเคลื่อน
ที่ไปตามแกนของเส้นใยแก้วนำแสงด้วย กระบวนการ
สะท้อนกลับหมดภายใน

ส่วนห่อหุ้ม (Cladding)
เป็นส่วนที่ห่อหุ้มส่วนของแกนเอาไว้ โดยส่วนนี้จะมีดัชนี
หักเหน้อยกว่าส่วนของแกน เพื่อให้แสงที่เดินทางภายใน
สะท้อนอยู่ภายในแกนตามกฎของการสะท้อนด้วยการสะท้อน
กลับหมด โดยใช้หลักของมุมวิกฤติ
ส่วนป้องกัน (Coating/Buffer)
เป็น ชั้นที่ต่อจากแคลดที่กันแสงจากภายนอกเข้าเส้น
ใยแก้วนำแสงและยังใช้ประโยชน์ เมื่อมีการเชื่อมต่อเส้นใย
แก้วนำแสง โครงสร้างอาจจะประกอบไปด้วยชั้นของพลาส
ติกหลาย ๆ ชั้น นอกจากนั้นส่วนป้องกันยังทำหน้าที่เป็นตัว
ป้องกันจากแรงกระทำภายนอกอีกด้วย ตัวอย่างของค่าดัชนี
หักเห เช่น แกนมีค่าดัชนีหักเหประมาณ 1.48 ส่วนขอแคลด
และส่วนป้องกันซึ่งทำหน้าที่ป้องกันแสงจากแกนไปภายนอก
และป้องกัน แสงภายนอกรบกวน จะมีค่าดัชนีหักเหเป็น 1.46
และ 1.52 ตามลำดับ
เอกสารอ้างอิง
http://www.thaiinternetwork.com/chapter/detail.php?id=0043

ข้อสอบ
1. Synchronous Digital Heirarchy ข้อใดถูกต้อง
ก. SDH *
ข. ข. DSH
ค. ค.SDE
ง. ง.ถูกทุกข้อ
2. Synchronous Digital Heirarchy หมายถึงข้อใด
ก. การวางลำดับการสื่อสารแบบซิงโครนัส *
ข. ตัวส่งสัญญาณ
ค. ตัวรับสัญญาณ
ง. ผิดทุกข้อ
3. โดยปกติใช้สายใยแก้วเป็นตัวนำสัญญาณ การสื่อสารภายใน
เป็นแบบซิงโครนัส คือส่งเป็นเฟรม และมีอะไรที่ใช้ในการบอกตำแหน่ง
ก. ซิงค์ *
ข. สายเคเบิ้ล
ค. สายโทรศัพท์
ง. ถูกทุกข้อ
4. ในสหรัฐอเมริกา มีการจัดกลุ่มสัญญาณเสียง มีกี่ช่อง
ก. 24 ช่อง*
ข. 25 ช่อง
ค. 26 ช่อง
ง. 27 ช่อง
5. โมเดลของ Synchronous Digital Heirarchy แบ่งออกกี่ชั้น
ก. 4 ชั้น *
ข. 5 ชั้น
ค. 6 ชั้น
ง. 7 ชั้น
6. ชั้นแรกโมเดลของ Synchronous Digital Heirarchy
เรียกอีอย่างหนึ่งว่าอย่างไร
ก. โฟโตนิก *
ข. ลิงค์
ค. ซิงค์
ง. ผิดทุกข้อ
7. การแปลงสัญญาณแสง เป็นสัญญาณไฟฟ้าอยู่ในชั้ที่เท่าไร
ก. 2 *
ข. 3
ค. 4
ง. 5
8. การรวมและการแยกสัญญาณอยู่ในชั้นที่เท่าไร
ก. 2
ข. 3 *
ค. 4
ง. 5
9. ประเทศใดเรียกเส้นใยแก้วนำแสงเป็นหลักเป็น SONET
ก. อังกฤษ
ข. อเมริกา*
ค. อินเดีย
ง. จีน
10. กลุ่มยุโรปใช้ กิโลบิตต่อหนึ่งสัญญาณเสียง
ก. 64 กิโลบิต *
ข. 65 กิโลบิต
ค. 66 กิโลบิต
ง. 67 กิโลบิต
หมายเหตุ เครื่องหมาย * อยู่หลังข้อไหนข้อนั้นถูกต้อง


วันอังคารที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2551

วันพุทธที่ 13 สิงหาคม 2008

OSPF
OSPF เป็นเร้าติ้งโปรโตคอลที่ได้รับการพัฒนาขึ้นมาใช้บนเน็ตเวิร์ก
IP โดยคณะทำงาน Interior Gateway Protocol (IGP)
ย่อยแห่งคณะกรรมการ Internet Engineering Task Force (IETF)
คณะทำงานนี้ได้ถูกก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1998 เพื่อทำหน้าที่ออกแบบเร้าติ้งโปรโตคอล
ที่ใช้บนเน็ตเวิร์กภายในองค์กร โดยมีพื้นฐานมาจากอัลกอริทึมในทางคอมพิวเตอร์แบบ
Shortest Path First (SPF) อัลกอริทึมนี้มีอีกชื่อเรียกหนึ่งว่า
Dijkstra’S Algorithm ซึ่งเป็นชื่อที่ตั้งตามชื่อของนักคณิตศาสตร์ที่เป็นผู้ออก
แบบและคิดค้นอับกอ ริทึมนี้

OSPF มีคุณลักษณะที่สำคัญ
1. เป็นเร้าติ้งโปรโตคอลมาตรฐานและเป็นมาตรฐานสากล ข้อกำหนดและพฤติกรรม
ต่าง ๆ ได้รับการอธิบายไว้อย่างชัดเจนใน RFC (Request for Comments)
IETF ได้พัฒนา OSPF ขึ้นมาในปี 1988 ส่วนเวอร์ชันล่าสุดซึ่งรู้จักกันในนาม
OSPF เวอร์ชัน 2 ได้รับการอธิบายไว้ใน RFC 2328
2. เป็นเร้าติ้งโปรโตคอลที่อาศัยการอัปเดตสถานะของเน็ตเวิร์กอินเตอร์เฟซไปให้
กับเร้าเตอร์เพื่อบ้านแล้วให้เร้าเตอร์เพื่อนบ้านสร้างภาพรวมของเน็ตเวิร์ กทั้งหมด
และคำนวณหาเส้นทางเอง แต่จะไม่ ส่งเร้าติ้งเทเบิลทั้งตารางไปให้เร้าเตอร์เพื่อนบ้าน
เหมือนกันในกรณีของ Distance Vector
3. มีการเลือกเส้นทางที่สั้นที่สุดโดยพิจารณาจากแบนด์วิดธ์ (Bandwidth)
4. รอง รับการตั้งแอดเดรสแบบมีจำนวนบิตของ Subnet Mask ไม่เท่ากัน
(Variable Length Subnet Mask: VLSM) และมีการส่ง Subnet
Mask ไปให้เร้าเตอร์เพื่อนบ้านด้วย
5. รอง รับการสร้างสิ่งที่เรียกว่า “OSPF Area” ซึ่งสามารถทำให้เน็ตเวิร์กที่
ใช้งาน OSPF สามารถจัดแบ่งเน็ตเวิร์กออกเป็นโซนหรือพื้นที่ย่อย ๆ ได้
(เรียกว่าการแบ่ง Area) ทั้งนี้เพื่อจำกัดสโคป หรือขอบเขตของการเปลี่ยนแปลง
เน็ตเวิร์กโทโพโลยี
6. รอบรับการทำ “Route summarization”
7. รองรับการทำการกระจายแพ็กเก็ตไปบนเส้นทางที่มีแบนด์วิดธ์เท่ากัน
8. สามารถทำ “Route authentication” ระหว่างเร้าเตอร์เพื่อตรวจสอบ
ตัวตนซึ่งกันและกันก่อน
ที่จะมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน
9. ไวมากต่อพฤติกรรมการเปลี่ยนแปลงเน็ตเวิร์กโทโพโลยี (Fast convergence)
Wireshark เป็นโปรแกรมที่ใช้ในการดักจับ Packet ที่มีการรับส่งกันบนเครือข่าย
ในการดักจับ Packet นั้น โปรแกรม Wireshark นั้นจะต้องทำงานที่เครื่องคอม
พิวเตอร์ในเครือข่ายนั้น
Network Diagram ที่ใช้ Wireshark ในการดักจับ packet แสดงภาพของ
Network Diagram ที่ใช้ในการดักจับ Packet ของการทำงานของ Open
Shortest Path First (OSPF) Protocol ซึ่งจะเป็นการติดต่อเปลี่ยนแปลง
Update Routing Protocol ระหว่าง Core Switch และ Router ใน
Area เดียวกับการค้นหาเร้าเตอร์ ข้างเคียงที่รัน OSPF จะเกิดขึ้นด้วยการส่งแพ็กเก็ต
พิเศษที่เรียกว่า HELLO PACKET ออกไปไปโดยใช้มัลติคาสก์แอดเดรส 224.0.0.5
หลังจากนั้นแอดเดรสของเร้าเตอร์ ข้างเคียงที่ค้นพบได้จะถูกเก็บไว้ในตาราง OSPF
Neighbor Table
ผลลัพธ์ที่ได้จะแสดงหมายเลข IP Address ของเร้าเตอร์ และ Switch ข้างเคียง
แต่ละตัวที่ค้นพบได้ทางซีเรียสอินเตอร์เฟซต่างๆ กัน เมื่อความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนบ้าน
ถูกสร้างขึ้นได้สำเร็จ สถานะ (State) ที่เห็นจะอยู่ในสถานะ FULL

หลัง จากฟอร์มความสัมพันธ์ระหว่างกันได้แล้ว เร้าเตอร์จะมีการส่ง Hello packet
ออกไปให้เร้าเตอร์เพื่อนบ้านทุก ๆ ระยะๆ ตามช่วงเวลาที่เรียกว่า Hello Interval
เพื่อยืนยันว่าตนเองยังมีชีวิตอยู่ หากเร้าเตอร์ไม่ได้ รับ HELLO PACKET มาจาเร้าเตอร์
เพื่อนบ้านหลังจากช่วงเวลาที่เรียกว่า Dead Interval ผ่านไปมันตะถือว่าเร้าเตอร์
เพื่อนบ้านนั้น ๆ ได้ดาวน์ลงไป
รูปแบบของ Hello Packetในการสร้างความสัมพันธ์ของ Protocol OSPF
จาก Core Switch ที่มี Source IP Address เป็น 172.18.19.252
ซึ่งมี Destination IP Address เป็น 244.0.0.5 (Multicast Address)
BGP (Border Gateway Protocol) เป็นโปรโตคอลเลือกเส้นทางประเภท
Exterior Gateway Routing ที่ใช้เพื่อการเชื่อมต่อเราเตอร์ (Router)
และเครือข่ายที่อยู่ต่างโดเมน (Domain) กันบนอินเทอร์เน็ต
BGP ใช้ Protocol TCP Port หมายเลข 179 เพื่อใช้ในการขนถ่ายข้อมูลข่าวสาร
โดยมีการใช้ TCP เพื่อการสถาปนาการเชื่อมต่อก่อนจะแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารระหว่าง
เราเตอร์ BGP ทั้งสอง (Peer Router) จากนั้นก็จะทำการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร
รวมทั้งการเปิดสัมพันธไมตรีก่อนที่จะแลกเปลี่ยนข่าวสารระหว่างกันต่อไป
ข้อมูล ข่าวสารที่เราเตอร์ทั้งสองใช้เพื่อการแลกเปลี่ยนกัน รวมไปถึงข่าวสารที่แสดงถึง
ความสามารถในการเข้าถึงกันได้ โดยข่าวสารนี้เป็นในรูปแบบของเลขหมาย AS ของ
แต่ละฝ่าย ซึ่งต่างฝ่ายถือเป็นเส้นทางในการเข้าหากัน ข้อมูลนี้จะช่วยให้เราเตอร์สามารถ
สร้างผังของเส้นทางที่ปราศจากลูป (Loop) ในการเข้าหากัน อีกทั้งเราเตอร์ยังใช้เพื่อ
เป็นการกำหนดเส้นทางเชิงนโยบายที่มีเนื้อหาที่ กำหนดข้อจำกัดต่าง ๆ

จุดประสงค์ของการใช้ BGP
1.BGP ให้ประโยชน์อย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะการเชื่อมต่อเครือข่ายต่าง ๆ รวมทั้งลูกค้า
และผู้ให้บริการโทรศัพท์ รวมทั้งเครือข่ายอื่น ๆ
2.BGP เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการเชื่อมต่อเครือข่ายในรูปแบบของ Autonomous ต่างๆ
เข้าด้วยกัน
3.BGP เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการเชื่อมต่อเครือข่ายในระดับ Enterprise หากองค์กร
ของท่านมีการเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตแบบหลายเชื่อมต่อเพื่อผลแห่ง Redundancy BGP
ก็สามารถทำ Load Balancing Traffic ได้บนเส้นทางที่เป็น Redundant Link
4.จัดเลือกเส้นทางผ่านทางเครือข่ายไปยัง Autonomous System อื่น ๆ ที่เชื่อมต่อกัน
5.มีการเชื่อมต่อระหว่าง Autonomous System มากกว่า 1 เส้น
6.ควบคุมการลำเลียงข้อมูลข่าวสารที่วิ่งไปมาระหว่างระบบ Autonomous System
7.ท่านยังสามารถใช้ Policy ที่กำหนดให้ท่านสามารถเลือกเส้นทางที่ดีที่สุดเพื่อเดิน
ทางไปสู่ปลายทาง

วันอังคารที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2551

เรียน เมื่อวันพุธที่ 6 /08/2551

1.Router มีกี่โหมด อะไรบ้าง อธิบายให้ละเอียด
1.Static IP Routing
สำหรับการจัดเส้นทางแบบนี้รายการในตารางเราท์ติ้งเทเบิ้ลจะถูกป้อนโดยผู้ดูแลระบบ
ซึ่งข้อมูลในรายการนี้จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงหลังจากนั้น การคอนฟิกตารางนั้นจะค่อนข้างง่าย
แต่ผู้ติดต่อระบบนั้นจะต้องป้อนข้อมูลทุก ๆ ฟิลด์ในตารางเองซึ่งจะเป็นเหมือนการบอกเราท์เตอร์
ให้ทราบว่าเครือข่ายไหนที่สามารถติดต่อได้ ความถูกต้องของข้อมูลในตารางเราท์ติ้งเทเบิ้ล
จะขึ้นอยู่กับความรับผิดชอบของผู้ดูแลระบบนั้น ๆ โดยทั่วไปแล้ว สำหรับเครือข่ายเล็ก ๆ
จะใช้เราท์เราท์ติ้งเทเบิ้ลแบบสแตติกนี้ แต่เมื่อเครือข่ายขยายใหญ่ขึ้นก็จะใช้โปรโตคอล
แบบไดนามิกซึ่งง่ายต่อการจัดการมากกว่า
2.Dynamic IP Routing
การจัดเส้นทางแบบไดนามิกนี้ก็ใช้ชุดโปรโตคอลเพื่อใช้ในการสร้างตารางเราท์ติ้งเทเบิ้ลแทน
การป้อนข้อมูลเองโดยคน ซึ่งวิธีการสร้างนั้นจะขึ้นอยู่กับโปรโตคอล เช่น โหลดของช่องสัญญาณ
แบนด์วิธของลิงค์ เป็นต้น ข้อได้เปรียบของการใช้โปรโตคอลแบบนี้คือ
รายการในตารางจะถูกอัพเดตโดยอัตโนมัติ ทำให้ผู้ดูแลระบบไม่ต้องกังวลว่ารายการในตารางจะผิดพลาด
ส่วนข้อเสียคือ ปริมาณการไหลเวียนของแพ็กเก็ตในเครือข่ายจะเพิ่มขึ้น
โปรโตคอลแบบไดนามิกนี้ยังแบ่งย่อยออกเป็น 2 ประเภทคือ
2.1 Distance-Vector Routing Protocol
โปรโตคอลแบบดิสแทนส์เวคเตอร์จะเลือกเส้นทางที่ดีที่สุด โดยใช้เมตริก (Metric)
เป็นเกณฑ์ โดยเมตริกนี้จะเป็นหน่วยที่วัดประสิทธิภาพของลิงค์ไปยังเครือข่ายนั้น
และจะขึ้นอยู่กับโปรโตคอลที่ใช้ ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะใช้จำนวนฮอบ(Hop) เป็นหลัก
เราท์เตอร์ที่ใช้โปรโตคอลนี้จะรักษาตารางเราท์ติ้งเทเบิ้ล โดยรายการตารางจะขึ้นอยู่
กับสถานะของเครือข่ายนั้น ข้อเสียของโปรโตคอลนี้คือเราท์เตอร์จะต้องทำการแลก
เปลี่ยนข้อมูลซึ่งกัน และกันเพื่ออัพเดตในรายการที่ต้องการในตาราง หรือเพื่อให้
ตารางเราท์ติ้งเทเบิ้ลของในแต่ละเราท์เตอร์ให้ทันสมัยอยู่ตลอดเวลา เราท์เตอร์
แต่ละตัวต้องบรอดคาสต์ในช่วงเวลาที่กำหนดตลอดเวลา ดังนั้นจึงทำให้จำนวนแพ็ก
เก็ตที่ไหลเวียนในเครือข่าย
2.2 Link-State Routing Protocol
โปรโตคอลแบบลิงค์เตท (Link State Routing Protocol)
จะสร้างเส้นทางข้อมูลเหมือนกับต้นไม้ (Tree) โดยรากของต้นไม้นี้คือ
เราท์เตอร์ตัวมันเอง โดยเราท์เตอร์ในแต่ละตัวจะทำการบรอดคาสต์ข้อมูลที่
เกี่ยวกับเครือข่ายที่เชื่อมต่อตรงกับเราท์เตอร์เท่านั้น และเมตริกเราท์เตอร์
จะทำการบรอดคาสต์เฉพาะตอนที่มีการเปลี่ยนแปลงเท่านั้น จึงทำให้ลดจำนวนแพ็กเก็ตในเครือข่ายลงได้
เอกสารอ้างอิง : http://www.kruchanpen.com/network/protocal.htm#a

2.จงบอกคำสั่งที่อยู่ในโหมดแต่ละโหมด โหมดละ 5 คำสั่ง
User Exec Mode
User Exec Mode เป็นโหมดแรกที่ท่านจะต้อง Enter เข้าไป เมื่อRouter
เริ่มทำงาน วิธีที่จะรู้ว่าท่านได้เข้าสู่ User Exec Mode จาก Prompt
ของ Router ได้แก่ Prompt ที่แสดงบนหน้าจอ ได้แก่ ชื่อของ Router
แล้วตามด้วยเครื่องหมาย > เช่น

Routerhostname >

ต่อไปนี้ เป็นตารางแสดงรายการคำสั่ง ภายใต้ User Exec Commands
ตารางที่ 1แสดงรายการคำสั่ง ภายใต้ User Exec Commands
คำสั่งaccess-enable
เป็นการสร้าง Access List entry ชั่วคราว
clear
เป็นการ reset ค่า configure ต่างๆที่ท่านสร้างขึ้นชั่วคราว
connect
ใช้เพื่อ เปิด connection กับ terminal
disable
ปิดหรือยกเลิกคำสั่งที่อยู่ใน Privileged mode
disconnect
ยกเลิกการเชื่อมต่อใดๆกับ network
enable
เข้าสู่ privileged Exec mode
exit
ออกจากการใช้ User Exec mode
help
ใช้เพื่อแสดงรายการ help
lat
เปิดการเชื่อมต่อกับ LAT (เครือข่าย VAX)
lock
ใช้เพื่อ lock terminal

Privileged Exec Mode
เป็นโหมดที่ทำให้ท่านสามารถเปลี่ยนแปลง ค่า Configuration
ในตัว Router เมื่อใดที่ท่านเข้าสู่โหมดนี้ไปแล้ว ท่านจะสามารถ
เข้าสู่การทำงานของโหมดอื่น เพื่อการเปลี่ยนค่า Configuration
รวมทั้งขอบข่ายการทำงานของ Router ได้โดยง่าย
วิธีการเข้าสู่ Privileged Exec Mode ได้แก่การใช้คำสั่ง
enable ขณะที่ท่านยังอยู่ใน User Exec Mode แต่ส่วนใหญ่
เมื่อท่านกำลังจะเข้าสู่ Privileged Exec Mode ท่านมักจะได้
รับการร้องขอให้ใส่รหัสผ่าน หากท่านสามารถใส่รหัสผ่านได้ถูกต้อง
ท่านจะได้เห็น Prompt ใหม่เกิดขึ้น นั่นแสดงว่า ท่านสามารถเข้า
สู่โหมดนี้ได้แล้ว ท่านจะได้เห็นชื่อของ Router รวมทั้งเครื่อง
หมายของ Prompt ที่เป็นรูป # เช่น
myrouter#
Privileged Mode จะทำให้ท่านสามารถ Access
เข้าไปที่โหมดต่างๆ ของ Router ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชุดของ
ระบบปฏิบัติการที่ท่านใช้อยู่ ต่อไปนี้เป็นคำสั่งที่ท่านจะได้พบ
หรือสามารถนำมาใช้งานได้บน Privileged Mode นี้
ตารางที่ 2 คำสั่งที่อยู่ใน Privileged Mode
คำสั่ง
Access-enable
เป็นการสร้าง Access List แบบชั่วคราว
Access-template
สร้าง Access List แบบชั่วคราว
Clear
เป็นคำสั่งที่ใช้เคลียร์ หน้าที่การทำงานต่างๆออกทั้งหมด
Clock
จัดการระบบนาฬิกาของระบบ
Configure
เข้าสู่ Configure Mode
Connect
เปิดการเชื่อมต่อ Terminal
Copy
เป็นการคัดสำเนาค่า Configuration และข้อมูล
Debug
เป็นการใช้คำสั่ง debug
Disable
เป็นการยกเลิก Privileged Mode
Disconnect
ใช้เพื่อการ Disconnect การเชื่อมต่อของเครือข่ายที่กำลังดำเนินอยู่ในปัจจุบัน
Enable
ใช้เพื่อเปิดการเข้าสู่ privileged mode

3. Command prompt ในโหมดต่างๆ
ตอบ Command Mode Command Mode
หลักภายใน Cisco IOS ได้แก่
User Exec Mode
Privileged Exec Mode
Global Configuration Mode
Interface Configuration
Boot Mode
User Exec Mode

4.User exec mode พร้อมรายละเอียดUser Exec Mode เป็นโหมดแรกที่ท่านจะต้อง Enter เข้าไป เมื่อRouter เริ่มทำงาน วิธีที่จะรู้ว่าท่านได้เข้าสู่ User Exec Mode จาก Prompt ของ Router ได้แก่ Prompt ที่แสดงบนหน้าจอ ได้แก่ ชื่อของ Router แล้วตามด้วยเครื่องหมาย > เช่น
Routerhostname >
ต่อไปนี้ เป็นตารางแสดงรายการคำสั่ง ภายใต้ User Exec Commands
ตารางที่ 1แสดงรายการคำสั่ง ภายใต้ User Exec Commands
คำสั่ง access-enable
เป็นการสร้าง Access List entry ชั่วคราว
clear
เป็นการ reset ค่า configure ต่างๆที่ท่านสร้างขึ้นชั่วคราว
connect
ใช้เพื่อ เปิด connection กับ terminal
disable
ปิดหรือยกเลิกคำสั่งที่อยู่ใน Privileged mode
disconnect
ยกเลิกการเชื่อมต่อใดๆกับ network
enable
เข้าสู่ privileged Exec mode
exit
ออกจากการใช้ User Exec mode
help
ใช้เพื่อแสดงรายการ help
lat
เปิดการเชื่อมต่อกับ LAT (เครือข่าย VAX)
lock
ใช้เพื่อ lock terminal
login
loginเข้ามาเป็น user
logout
exit ออกจาก EXEC
mrinfo
ใช้เพื่อการร้องขอข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับ Version และสถานะของ Router เพื่อนบ้านจาก multicast router ตัวหนึ่ง
mstat
แสดงสถิติหลังจากที่ได้ตามรอยเส้นทางแบบ Multicast ของ Router แล้ว
mtrace
ใช้ติดตามดู เส้นทาง Multicast แบบย้อนกลับจาก ปลายทางย้อนกลับมาที่ต้นทาง
name-connection
เป็นการให้ชื่อกับ การเชื่อมต่อของเครือข่ายที่กำลังดำเนินอยู่
pad
เปิดการเชื่อมต่อ X.25 ด้วย X.29 PAD
Ping
ใช้เพื่อทดสอบการเชื่อมต่อ
ppp
ใช้เรียกการเชื่อมต่อแบบ PPP
resume
ใช้เพื่อการ กลับเข้าสู่การเชื่อมต่อของเครือข่ายอีกครั้ง
rlogin
เปิดการเชื่อมต่อ remote Login กับ Server ระยะไกล
show
แสดงข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการทำงานของ Router ในปัจจุบัน
slip
เริ่มการใช้งาน Slip (serial line protocol)

systat
เป็นการแสดงข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับ Terminal Line เช่นสถานะของระบบ
telnet
เป็นการเปิด การเชื่อมต่อทาง Telnet
terminal
เป็นการจัด Parameter ของ Terminal Line
traceroute
เป็นการใช้ Traceroute เพื่อการติดตามไปดู ระบบที่อยู่ปลายทาง
tunnel
เปิดการเชื่อมต่อแบบ Tunnel
where
แสดงรายการ ของ Link ที่กำลัง Active ในปัจจุบัน

5.คำสั่งที่ใช้ตรวจสอบสถานะของ Router จงบอกอย่างน้อย 5 คำสั่ง
การใช้คำสั่งเพื่อตรวจสอบสถานะของ Router
ต่อไปนี้ เป็นคำสั่งที่ท่านสามารถนำมาใช้เพื่อการตรวจสอบสถานการณ์ทำงานของ
Cisco Router โดยที่คำสั่งเหล่านี้ ยังช่วยให้ท่านสามารถเฝ้าดู และตรวจสอบหาจุด
เสียที่เกิดขึ้นกับ Router ดังกล่าวได้อีกด้วย
คำสั่งที่ใช้เพื่อแสดงสถานะของ Router มีดังนี้
คำสั่ง
- show Version
เป็นคำสั่งที่ใช้แสดงการจัด Configuration ของระบบ Hardware เช่น
Version ของ Software ที่ใช้ใน Router ชื่อของ Configuration File
อันเป็นต้นฉบับ รวมทั้ง Boot Images
- show Processes
ใช้เพื่อแสดงข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับ โปรเซสที่กำลังเกิดขึ้น และยัง
ดำเนินการอยู่ทั้งหมดภายใน Router
- show Protocols
ใช้แสดง Protocol ใน Router ที่ได้รับการจัด Configured เรียบร้อยแล้ว
โดยคำสั่งนี้ จะทำการแสดง Protocol ที่ทำงานในระดับชั้น Layer 3(Network Layer) ของ OSI Model
- show Memory
ใช้เพื่อการแสดงข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับหน่วยความจำในตัว Router
รวมทั้งปริมาณของหน่วยความจำที่เหลือจากการใช้งาน
- show ip route
ใช้เพื่อการแสดงข้อมูลข่าวสารที่อยู่ใน ตารางเลือกเส้นทาง (Routing Table)
- show flash
แสดงข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับ อุปกรณ์ประเภท Flash Memory
- show running-config
ใช้เพื่อการแสดงค่าพารามิเตอร์ของ Configuration ต่างๆที่กำลังทำงานกันอยู่ในขณะนี้
- show startup-config
ใช้เพื่อการแสดง File ที่ใช้ backup ค่า Configuration ต่างๆ
- show interfaces
ใช้เพื่อการแสดงสถิติของ Interface ทั้งหมดที่ได้จัดตั้ง Configured เรียบร้อยแล้วบน Router

คำสั่ง show versions
Router# show version
IOS (tm) 2500 Software (C2500-JS-L), Version 11.2 (6) RELEASE SOFTWARE (fcl)
Copyright (c) 1986-1997 by cisco Systems, inc.
Compiled Tue 06-MAY-97 16:17 by Kuong
Image text base: 0x0303ED8C, data-base: 0x00001000
ROM: System Bootstrap, Version 5.2 (8a), RELEASE SOFTWARE
ROM: 2500-XBOOT Bootstrap Software, Version 10.1 (1), RELEASE SOFTWARE (fcl)
Router uptime is 1 week, 3 days, 32 minutes
System start by reload
System image file is "c2500-js-1", booted via tffp from 171.69.1.129
----- more -----
คำอธิบายเพิ่มเติม
ข้อมูลข่าวสารจาก show version มีความสำคัญมาก หากท่านได้มีการ Upgrade Software
บน Router ของท่าน หรือในกรณีที่ท่านต้องการจะค้นหาจุดเสีย
สังเกตว่า คำสั่งนี้มิเพียงแต่แสดงข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับ Version ของ Software ที่ท่าน
กำลังใช้งานใน Router เท่านั้น แต่ยังแสดงสถิติถึงระยะเวลาที่ท่านได้เปิด router ตัวนี้ ใช้งาน
รวมทั้งชื่อของ image File
คำสั่ง show startup-config
Router# show startup-config
Using 1108 out of 130048 bytes
!
version 11.2
!
hostname router
------ more -----
คำสั่ง show startup-config เป็นคำสั่งที่ทำให้ผู้บริหารเครือข่าย สามารถมองเห็น
ขนาดของ image และคำสั่ง Startup configuration ที่จะถูกนำมาใช้ในครั้งต่อไปที่มีการ Start
ตัว router
คำสั่ง show interfaces
คำสั่ง show interfaces เป็นคำสั่งที่ใช้แสดงค่าพารามิเตอร์ที่ได้ถูกจัด
ตั้งไว้แล้ว รวมทั้งสถิติการทำงานของ อินเทอร์เฟส แบบเวลาจริงที่เกิดขึ้นบน router
ในขณะนั้น คำสั่งนี้มีประโยชน์มาก ในการใช้เพื่อติดตามดูอินเทอร์เฟส
ชนิดเจาะจง หรือเพื่อดูการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น หลังจากที่ได้เปลี่ยนแปลง Configuration
ของ อินเทอร์เฟสไปแล้ว ข้อมูลอันเป็นสถิติที่ท่านจะได้จาก router หลังจากที่เรียกคำสั่งนี้ มีดังนี้
สถานะของ Interface
-ค่า maximum transmission unit ของอินเทอร์เฟส (ค่า Maximum Transmission Unit หรือ MTU
เป็นค่าที่กำหนดขนาดของเฟรมหรือ แพ็กเก็ตที่ Router จะอนุญาตให้วิ่งผ่านได้โดยไม่ต้อง
มีการทำแฟลกเมนต์ หรือแบ่งขนาดของแพ็กเก็ตออกเป็นส่วนๆ)
-ค่าไอพีแอดเดรสของอินเทอร์เฟส
- แสดง MAC Address ของ LAN Card
- ชนิดของ Encapsulation ที่ใช้
- จำนวนของแพ็กเก็ตที่ได้รับมาทั้งหมด
- จำนวนของแพ็กเก็ตที่เกิดความผิดพลาด ขณะที่วิ่งเข้าวิ่งออกจาก Router
- จำนวนของ Collision ที่ถูกตรวจพบ (หากอินเทอร์เฟสที่ใช้เป็นระบบอีเทอร์เน็ต)
คำสั่ง Show interface เป็นคำสั่งที่มีประโยชน์มาก ในการพิสูจน์ดูการทำงานของ Router
อีกทั้งสามารถตรวจสอบความผิดพลาด จากการทำงานของ Router และเครือข่าย
ต่อไปนี้เป็นหน้าจอที่แสดงข่าวสาร หลังจากใช้คำสั่ง show interface
Router#show interfaces
Serial0 is up, line protocol is up

Hardware is MK5025
Internet address is 183.8.64.129, subnet mask is 255.255.255.128
MTU 1500 bytes, BW 56 kbit, DLY 20000 usec, rely 255/255, load 9/255
Encapsulation HDLC, loopback not set, keepalive set (10 sec)
Last input 0:00:00, output 0:00:01, output hang never
Last clearing of "show interface" counters never
Output queue 0/40, 0 drops:input queue 0/75, 0 drops
Five minute input rate 1000 bits/sec, 0 packets/sec
Five minute output rate 2000 bits/sec, 0 no buffer

331885 packets input, 62400237 bytes, 0 no buffer
Received 230457 broadcasts, 0 runts, 0 giants
3 input errors, 3 CRC, 0 frame, 0 overrun, 0 ignored, 0 abort
403591 packets output, 66717279 byres, 0 underruns
0 output errors, 0 collisions, 8 interface resets, 0 restarts
45 carrier transitions
ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้เป็นเพียงตัวอย่างของการใช้คำสั่งที่สำคัญสำหรับ Router Cisco
ซึ่งท่านที่จะดูแลระบบเครือข่ายอาจต้องพิจารณาศึกษาการใช้คำสั่งต่างๆ เพื่อประโยชน์
การใช้งาน Router สูงสุด

6.การเลือกเส้นทางแบ static คืออะไร
การเลือกเส้นทางแบบ Static เป็นการกำหนดเส้นทางการคำนวณเส้นทางทั้งหมด
กระทำโดยผู้บริหารจัดการเครือข่าย ค่าที่ถูกป้อนเข้าไปในตารางเลือกเส้นทางนี้มี
ค่าที่ตายตัว ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นใดๆ บนเครือข่าย จะต้องให้ผู้บริหาร
จัดการดูแล เครือข่า เข้ามาจัดการทั้งสิ้น อย่างไรก็ดีการใช้ วิธีการทาง Static เช่นนี้
มีประโยชน์เหมาะสำหรับสภาพแวดล้อมดังนี้
-เหมาะสำหรับเครือข่ายที่มีขนาดเล็ก
-เพื่อผลแห่งการรักษาความปลอดภัยข้อมูล เนื่องจากสามารถแน่ใจว่า
ข้อมูลข่าวสารจะต้องวิ่งไปบนเส้นทางที่กำหนดไว้ให้ ตายตัว
-ไม่ต้องใช้ Software เลือกเส้นทางใดๆทั้งสิ้น
-ช่วยประหยัดการใช้ แบนวิดท์ของเครือข่ายลงได้มาก เนื่องจาก
ไม่มีปัญหาการ Broadcast หรือแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่าง Router
ที่มาจากการใช้โปรโตคอลเลือกเส้นทาง

7. การเลือกเส้นทางแบบ Dynamicคืออะไร
ประเภทของโปรโตคอลเลือกเส้นทางแบบ
Dynamicโปรโตคอลเลือกเส้นทางแบบ Dynamic
มีอยู่ หลายรูปแบบ ดังนี้
Exterior Gateway Routing Protocol
Distance Vector Routing Protocol
Link State Routing Protocol
Distance Vector บางครั้งจะถูกเรียกว่า "Bellman-Ford Algorithm"
ซึ่งโปรโตคอลนี้ จะทำให้ Router แต่ละตัว ที่อยู่บนเครือข่ายจะต้องเรียนรู้ลักษณะ
ของ Network Topology โดยการแลกเปลี่ยน Routing Information
ของตัวมันเอง กับ Router ที่เชื่อมต่อกันเป็นเพื่อนบ้าน โดยตัว Router
เองจะต้องทำการจัดสร้างตารางการเลือกเส้นทางขึ้นมา โดยเอาข้อมูล
ข่าวสารที่ได้รับจากเครือข่ายที่เชื่อมต่อกับมันโดยตรง ( ข้อมูลนี้ครอบคลุมไปถึง
ระยะทางระหว่าง Router ที่เชื่อมต่อกัน)
หลักการทำงานได้แก่การที่ Router จะส่งชุด สำเนาที่เป็น Routing
Information ชนิดเต็มขั้นของมันไปยัง Router ตัวอื่นๆ ที่เชื่อมต่ออยู่
กับมันโดยตรง ด้วยการแลกเปลี่ยน Routing Information กับ Router
ตัวอื่นๆ ที่เชื่อมต่อกับมันโดยตรงนี้เอง ทำให้ Router แต่ละตัว จะรู้จักซึ่งกันและกัน
หรือรู้เขารู้เรา กระบวนการแลกเปลี่ยนนี้ จะดำเนินต่อไปเป็นห้วงๆ ของเวลาที่แน่นอน
Distance Vector Algorithm ค่อนข้างเป็นแบบที่เรียบง่าย อีกทั้งออก
แบบเครือข่ายได้ง่ายเช่นกัน ปัญหาหลักของของ Distance Vector
Algorithm ได้แก่ การคำนวณเส้นทาง จะซับซ้อนขึ้น เมื่อขนาดของเครือข่ายโตขึ้น
ตัวอย่างของโปรโตคอลที่ทำงานภายใต้ Distance Vector Algorithm
ได้แก่ อาร์ไอพี (RIP) หรือ Routing Information Protocol
Link State Routing
Link State Routing ถูกเรียกว่า "Shortest Path First
(SPF)" Algorithm ด้วย Link State Routing นี้ Router
แต่ละตัวจะทำการ Broadcast ข้อมูลข่าวสารออกมายัง Router ที่เชื่อมต่อ
กับมันโดยตรงแบบเป็นระยะๆ ข้อมูลข่าวสารนี้ยังครอบคลุมไป ถึงสถานะของการ
เชื่อมต่อระหว่างกันด้วยวิธีการของ Link State นี้ Router แต่ละตัวจะทำ
การสร้างผังที่สมบูรณ์ของเครือข่ายขึ้น จากข้อมูลที่มันได้รับจาก Router อื่นๆทั้งหมด
จากนั้นจะนำมาทำการคำนวณเส้นทางจากผังนี้โดยใช้ Algorithm ที่เรียกว่า
Dijkstra Shortest Path AlgorithmRouter จะเฝ้าตรวจสอบดู
สถานะของการเชื่อมต่ออย่างต่อเนื่อง โดยการแลกเปลี่ยนระหว่างแพ็กเก็ตกับ
Router เพื่อนบ้าน แต่หาก Router ไม่ตอบสนองต่อความพยายามที่จะติด
ต่อด้วย หลายๆครั้ง การเชื่อมต่อก็จะถือว่าตัดขาดลง แต่ถ้าหากสถานะ ของ
Router หรือการเชื่อมต่อเกิดการเปลี่ยนแปลง ข้อมูลข่าวสารนี้จะถูก Broadcast
ไปยัง Router ทั้งหมดที่อยู่ในเครือข่าย การจัดตั้ง Configure ให้กับวิธี
การจัดเลือกเส้นทางแบบ Dynamicในการจัดตั้งค่าสำหรับการเลือกเส้นทาง
(Routing) แบบ Dynamic จะมี 2 คำสั่งสำหรับการใช้งาน ได้แก่
คำสั่ง Router และ Network โดยคำสั่ง Router เป็นคำสั่งที่ทำให้เริ่ม
ต้นการเกิดกระบวนการเลือกเส้นทางขึ้น รูปแบบของคำสั่งมีดังนี้Router
(config)#router protocol [keyword]ต่อไปนี้เป็นคำอธิบาย
รายละเอียดของรูปแบบคำสั่ง
Protocol เป็นโปรโตคอลเลือกเส้นทางแบบใดแบบหนึ่ง ระหว่าง RIP IGRP OSPF
หรือ Enhanced IGRP
Keyword ตัวอย่าง เช่น เลขหมายของ Autonomous ซึ่งจะถูกนำมาใช้กับ
โปรโตคอลที่ต้องการระบบ Autonomous ได้แก่ โปรโตคอล IGRP
คำสั่ง Network ก็เป็นคำสั่งที่มีความจำเป็นต่อการใช้งานเช่นกัน เนื่องจาก
มันสามารถกำหนดว่า Interface ใดที่จะเกี่ยวข้องกับการรับหรือส่ง Packet
เพื่อการ Update ตารางเลือกเส้นทาง ขณะเกิดกระบวนการเลือกเส้นทางขึ้นคำสั่ง
Network จะเป็นคำสั่งที่ทำให้ โปรโตคอลเลือกเส้นทางเริ่มต้นทำงานบน Interface
ต่างๆ ของ Router อีกทั้งยังทำให้ Router สามารถโฆษณาประชาสัมพันธ์
เครือข่ายที่ตนดูแลอยู่ ได้อีกด้วย รูปแบบของคำสั่งมีดังนี้
Router (config-router)#network network- numberNetwork-number
ในที่นี้หมายถึง เครือข่ายที่เชื่อมต่อกันโดยตรง และ Network Number จะต้องอยู่
ในมาตรฐาน เลขหมาย ของ INTERNIC

8.Protocol ที่เลือกเส้นทางแบบ dynamic มีอะไรบ้าง
โปรโตคอลเลือกเส้นทางแบบ Dynamic มีอยู่ หลายรูปแบบ ดังนี้
1. Interior Gateway Routing Protocol
2.Exterior Gateway Routing Protocol
3. Distance Vector Routing Protocol
4. Link State Routing Protocol

- Interior เป็น Protocol ที่ใช้แลกเปลี่ยนฐานความรู้ระหว่าง Roter
ภายในองค์กรเดียวกัน ซึ่งได้แก่ RIP , IGRP ,EIGRP และ OSPF
- Exterior เป็น Protocol ที่ใช้แลกเปลี่ยนฐานความรู้ต่างองค์กร
กันหรือความน่าเชื่อถือต่างกัน ซึ่งได้แก่ BGP, EGPDistance Vector
เป็นโปรโตคอลเลือกเส้นทางที่ Router
ใช้เพื่อการสร้างตาราง Routing และจัดการนำแพ็กเก็ตส่งออกไปยังเส้น
ทางที่กำหนด โดย อาศัยข้อมูลเกี่ยวกับระยะทาง เช่น Hop เป็นตัวกำหนดว่า
เส้นทางใดเป็นเส้นทางที่ดีที่สุด ที่จะนำแพ็กเก็ตส่งออกไปที่ปลายทาง
โดยถือว่า ระยะทางที่ใกล้ที่สุด เป็นเส้นทางที่ดีที่สุด และแอดเดรส
ของเครือข่ายปลายทางเป็น Vector
Link State Routing ถูกเรียกว่า "Shortest Path First
(SPF)" Algorithm ด้วย Link State Routing นี้ Router
แต่ละตัวจะทำการ Broadcast ข้อมูลข่าวสารออกมายัง Router
ที่เชื่อมต่อกับมันโดยตรงแบบเป็นระยะๆ
ข้อมูลข่าวสารนี้ยังครอบคลุมไปถึงสถานะของการเชื่อมต่อระหว่างกัน

- Routing Protocols (เส้นทางการเชื่อมต่อ)
Exterior routing Protocol (EGP) เป็นโปรโตคอล
สำหรับการแลกเปลี่ยนข้อมูลของ router ระหว่าง 2 เครือข่ายของ gateway
host ในระบบเครือข่ายแบบอัตโนมัติ ซึ่ง EGP มีการใช้โดยทั่วไป ระหว่าง
host บนอินเตอร์เน็ต เพื่อแลกเปลี่ยนสารสนเทศของตาราง routing
โดยตาราง routing ประกอบด้วยรายการ router ตำแหน่งที่ตั้ง
และเมทริกของค่าใช้จ่ายของแต่ละ router เพื่อทำให้สามารถเลือก
เส้นทางที่ดีที่สุด กลุ่มของ router แต่ละกลุ่มจะใช้เวลาภายใน 120
วินาที ถึง 480 วินาที ในการส่งข้อมูลส่งตาราง routing ทั้งหมด
ไปยังเครือข่ายอื่น ซึ่ง EGP -2 เป็นเวอร์ชันล่าสุดของ EGP
Border Gateway Protocol (BGP) เป็นโปรโตคอลสำหรับการ
แลกเปลี่ยนข้อมูลของเส้นทางระหว่าง gateway host
(ซึ่งแต่ละที่จะมี router ของตัวเอง) ในเครือข่ายแบบอัตโนมัติ BGP
มักจะได้รับการใช้ระหว่าง gateway host บนระบบอินเตอร์เน็ต
ตาราง routing ประกอบด้วยรายการของ router ตำแหน่งและตาราง
ค่าใช้จ่าย (cost metric) ของเส้นทางไปยังrouterแต่ละตัวเพื่อ
การเลือกเส้นทางที่ดีที่สุด host ที่ใช้การติดต่อด้วย
ประเภทของ Routing ภายใน Network ที่เชื่อมต่อกับเนตเวิคโดยตรง

- Routing Information Protocol (RIP) เป็นโปรโตคอลที่ใช้อย่างกว้างขวาง
สำหรับการจัดการสารสนเทศของ
- router ภายในเครือข่าย เช่น เครือข่าย LAN ของบริษัท หรือการติดต่อภายในกลุ่ม
ของเครือข่าย RIP ได้รับการจัดชั้นโดย Internet Engineering Task Force
(IETF) ให้เป็นหนึ่งในโปรโตคอลของInternet Gateway Protocol
(หรือ InteriorGatewayProtocol)

- Open Shortest Path First (OSPF) ถือเป็น เร้าติ้งโปรโตคอล
(Routing Protocol) ตัวหนึ่งที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายมากที่สุดในระบบเน็ตเวิร์ก
เนื่องจากมีจุดเด่นในหลายด้าน เช่น การที่ตัวมันเป็น Routing Protocol
แบบ Link State, การที่มีอัลกอรึทึมในการค้นหาเส้นทางด้วยตัวเอง ซึ่งเปรียบ
เสมือนว่า ตัวของ เราเตอร์ที่รัน OSPF ทุกตัวเป็นรูท (Root) หรือ จุดเริ่มต้นของ
ระบบไปยังกิ่งย่อยๆ หรือโหนด (Node) ต่างๆ ซึ่งเป็นเทคนิคในการลดเส้นทางที่วนลูป
(Routing Loop) ของการ Routing ได้เป็นอย่างดี

- Enhance Interior Gateway Routing Protocol (EIGRP)
นั้นถือได้ว่าเป็น เราติ้งโปรโตคอลที่มีความรวดเร็วสูงสุดของซิสโก้ในการ
ค้นหาเส้นทางภายใน Intra-AS (Interior Routing Protocol:
เราติ้งโปรโตคอลภายใน Autonomous System) ซึ่ง ในเราติ้งโปรโตคอลแบบ
EIGRP นี้ จะเป็นการนำเอาข้อดีของการเราติ้งแบบ Distance Vector
และ Link State มาผสมผสานกัน (ในหนังสือบางเล่มจะเรียก เราติ้งโปรโตคอล
แบบนี้ว่า “Hybrid” (ลูกผสม) หรือ Advanced Distance Vector)
เอกสารอ้างอิง :http://www.pmts1.th.gs/web-p/indy/Untitled-3.html

9. อธิบาย Protocal Distance Vector ให้เข้าใจ
ตอบ ลักษณะที่สำคัญของการติดต่อแบบ Distance-vector
คือ ในแต่ละ Router จะมีข้อมูล routing table เอาไว้พิจารณาเส้นทางการส่งข้อมูล
โดยพิจารณาจากระยะทางที่ข้อมูลจะไปถึงปลายทางเป็นหลัก จากรูป Router A
จะทราบว่าถ้าต้องการส่งข้อมูลข้ามเครือข่ายไปยังเครื่องที่อยู่ใน Network B แล้วนั้น
ข้อมูลจะข้าม Router ไป 1 ครั้ง หรือเรียกว่า 1 hop ในขณะที่ส่งข้อมูลไปยังเครื่อง
ใน Network C ข้อมูลจะต้องข้ามเครือข่ายผ่าน Router A ไปยัง Router B
เสียก่อน ทำให้การเดินทางของข้อมูลผ่านเป็น 2 hop อย่างไรก็ตามที่ Router B
จะมองเห็น Network B และ Network C อยู่ห่างออกไปโดยการส่งข้อมูล 1 hop
และ Network A เป็น2 hop ดังนั้น Router A และ Router B จะมองเห็นภาพ
ของเครือข่ายที่เชื่อมต่ออยู่แตกต่างกันเป็นตารางข้อมูล routing table ของตนเอง
จากรูปการส่งข้อมูลตามลักษณะของ Distance-vector routing protocol
จะเลือกหาเส้นทางที่ดีที่สุดและมีการคำนวณตาม routing algorithm เพื่อให้ได้ผล
ลัพธ์ออกมา ซึ่งมักจะเลือกเส้นทางที่ดีที่สุดและมีจำนวน hop น้อยกว่า โดยอุปกรณ์ Router
ที่เชื่อมต่อกันมักจะมีการปรับปรุงข้อมูลใน routing table อยู่เป็นระยะๆ ด้วยการ
Broadcast ข้อมูลทั้งหมดใน routing table ไปในเครือข่ายตามระยะเวลาที่ตั้ง
เอาไว้การใช้งานแบบ Distance-vector เหมาะกับเครือข่ายที่มีขนาดไม่ใหญ่มาก
และมีการเชื่อมต่อที่ไม่ซับซ้อนเกินไป ตัวอย่างโปรโตคอลที่ทำงานเป็นแบบ Distance-vector
ได้แก่ โปรโตคอล RIP (Routing Information Protocol) และโปรโตคอล IGRP
(Interior Gateway Routing Protocol) เป็นต้น


10. Protocol BGP คืออะไรมีหลักการทำงานอย่างไร
ตอบ Border Gateway Protocol (BGP) เ
ป็นโปรโตคอลสำหรับการแลกเปลี่ยนข้อมูลของเส้นทางระหว่าง gateway host
(ซึ่งแต่ละที่จะมี router ของตัวเอง) ในเครือข่ายแบบอัตโนมัติ BGP มักจะ
ได้รับการใช้ระหว่าง gateway host บนระบบอินเตอร์เน็ต ตาราง routing
ประกอบด้วยรายการของ router ตำแหน่งและตารางค่าใช้จ่าย (cost metric)
ของเส้นทางไปยัง router แต่ละตัว เพื่อการเลือกเส้นทางที่ดีที่สุด host ที่ใช้การ
ติดต่อด้วย BGP จะใช้ Transmission Control Protocol (TCP) และส่ง
ข้อมูลที่ปรับปรุงแล้วของตาราง router เฉพาะ host ที่พบว่ามีการเปลี่ยนแปลง
จึงมีผลเฉพาะส่วนของตาราง router ที่ส่ง BGP-4 เป็นเวอร์ชันล่าสุด ซึ่งให้ผู้บริหาร
ระบบทำการคอนฟิก cost metric ตามนโยบาย การติดต่อด้วย BGP ของระบบ
แบบอัตโนมัติที่ใช้ Internet BGP (IBGP) จะทำงานได้ไม่ดีกับ IGP เนื่องจาก
router ภายในระบบอัตโนมัติต้องใช้ตาราง routing 2 ตาราง คือ ตารางของ IGP
(Internet gateway protocol) และตารางของ IBGP BGP เป็นโปรโตคอล
ที่ทันสมัยกว่า Exterior Gateway Protocol

11. สายใยแก้วนำแสงมีกี่ชนิด
ประเภทของใยแก้วนำแสง
ภายในใยแก้วนำแสงนั้น จำนวนลำแสงที่เดินทางหรือเกิดขึ้นจะเป็นตัวบอกโหมดของ
แสงที่เดินทางภายในเส้นใยแก้วนำแสงนั้นกล่าวคือ ถ้ามีแนวลำแสงอยู่แนวเดียวเรียกว่า
เส้นใยแก้วนำแสงโหมดเดียว (Singlemode Fiber) แต่ถ้าภายในเส้นใยแก้วนำ
แสงนั้นมีแนวลำแสงอยู่จำนวนหลายลำแสง เรียกว่าเส้นใยแก้วนำแสงหลายโหมด
(Multimode Fiber) นอกจากการแบ่งชนิดใยแก้วนำแสงตามลักษณะของโ
หมดแล้วก็ยังมีวิธีอื่นที่แบ่งโดยวัสดุที่ทำ เช่น เส้นใยที่ทำจากแก้ว พลาสติก หรือโพลิเมอร์

Multimode Fiber Optic (MMF)
สายไฟเบอร์แบบมัลติโหมด (Multimode Fiber Optic หรือ MMF)
เป็นสายไฟเบอร์ที่นิยมใช้งานในระบบ LANมากที่สุด โครงสร้างภายในของเส้นใย
แก้วนำแสง จะประกอบด้วยแกนและแคลด ดังได้กล่าวมาแล้วข้างต้น สำหรับเส้น
ใยแก้วนำแสงหลายโหมด ประเภทที่นิยมกันมากที่สุดมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของแกนที่
62.8 ไมครอน (1 micron = 10-6m = mm) และส่วนที่เป็นแคลดมีเส้นผ่านศูนย์
กลางที่ 125 ไมครอน ซึ่งส่วนใหญ่จะเรียกสายไฟเบอร์ประเภทนี้สั้นๆ เป็น 62.5/125
MMF ส่วนสายไฟเบอร์ขนาดอื่นที่นิยมรองลงมาคือ 50/125 MMF
ขนาดของแกนของสายมัลติโหมดจะมีขนาดใหญ่กว่ายสายแบบซิงเกิลโหมด สายไฟ
เบอร์แบบมัลติโหมดนี้ยังแบ่งย่อยได้อีกตามลักษณะของดัชนีหักเหของส่วนที่แกนและแคลด
เช่น ใยแก้วนำแสงชนิดดัชนีขั้นบันได (Step Index) และดัชนีรูปมน (Graded Index)
เป็นต้น เนื่องจากขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของแกนของเส้นใยแก้วนำแสงหลายโหมดนั้นมี
ขนาดใหญ่ ดังนั้นแสงที่ตกกระทบที่ปลายส่งของเส้นใยแก้วนำแสงมีมุมตกกระทบที่ต่าง
กันหลายค่า จากหลักการสะท้อนกลับหมดของแสงที่เกิดขึ้นภายในส่วนของแกนทำให้มี
แนวลำแสงที่เกิดขึ้นหลายแนว ซึ่งแนวการเดินทางของแสงจะนิยมเรียกว่า โหมด ดังนั้นคำว่า
"มัลติโหมด (Multimode)"จึงหมายถึงสายใยแก้วที่อนุญาตให้แสงเดินทางผ่านหลาย
แนวนั่นเอง เนื่องจากมุมตกกระทบของโหมดแสงบนผิวระหว่างแกนและแคลดนั้นไม่เท่ากัน
ทำให้ระยะทางการเดินทางของแสงแต่ละโหมดจากต้นสายไปยังปลายสายไม่เท่ากัน
ซึ่งเหตุการณ์นี้จะเรียกว่าการแตกกระจายของโหมดแสง (Modal Dispersion)
ซึ่งเหตุการณ์นี้จะมีผลกระทบต่อประสิทธิภาพในการรับสัญญาณที่ปลายสาย ด้วยเหตุนี้จึง
ได้มีการพัฒนาใยแก้วนำแสงแบบดัชนีรูปมล (Graded Index) ขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหานี้
สายไฟเบอร์แบบเกรดอินเดกส์นี้จะสร้างโดยให้ดัชนีอินเดกส์ของแสงในส่วนแกนนี้มีค่าเปลี่ยน
แปลงตามระยะทางจากจุดศูนย์กลาง ทำให้ระยะเดินทางของแสงแต่ละโหมดมีค่าใกล้เคียงกันมากขึ้น

Singlemode Fiber Optic (SMF)
สายไฟเบอร์ออฟติคแบบซิงเกิลโหมด (Singlemode Fiber Optic หรือ SMF)
มีเส้นใยแก้วส่วนแกนขนาดเล็กกว่าสายมัลติโหมด โดยจะมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของแกน
ประมาณ 8-10 ไมครอน และส่วนที่เป็นแคลดประมาณ 125 ไมครอนสายแบบนี้จะอนุญาต
ให้แสงเดินทางเพียงแนวเดียว ซึ่งเป็นที่มาของคำว่า ซิงเกิลโหมด (Single mode)
ข้อดีของเส้นใยแก้วนำแสงชนิดโหมดเดียวคือ แสงจะไม่เกิดการแตกกระจาย (ModelDispersion)
ซึ่งเกิดขึ้นกับเส้นใยแสงชนิดหลายโหมด ดังนั้นจึงทำให้การรับสัญญาณที่ปลายสายดีกว่า
ทำให้ส่งสัญญาณได้ไกลกว่า

เอกสารอ้างอิง :http://www.cablethailand.com/techsupport_detail2.asp?ccode=0521102452253

12. สัญญาณของสายใยแก้วนำแสงต่างๆชนิด
echo ปัญหาที่สำคัญของ DSL คือ การใช้สายทอง- แดงทำการเชื่อมต่อ
ระหว่างบ้านและสถานีเครือ-ข่าย ทำให้สามารถเข้าสู่อินเทอร์เน็ตได้ช้ากว่าระบบ
เครือข่ายโทรศัพท์ที่ใช้สายใยแก้ว ซึ่งเป็นสื่อนำสัญญาณที่ดีกว่า โดยหลักการ
แล้วการเชื่อมต่อด้วยสายทองแดงนี้สามารถทำความเร็ว ในการดาวน์โหลดสูง
สุดได้ถึง 2MBit/s (ขึ้นอยู่กับระยะทาง) แต่ระบบ DSL ในปัจจุบันนั้นยัง
ไม่ได้ดึงประสิทธิภาพนั้นออกมาใช้อย่างเต็มที่ อีกทั้งในทุกวันนี้นี้ก็มีทางเลือก
อื่นที่น่าสนใจ ที่จะมาแทนที่ DSL อยู่มากมายไม่ว่าจะเป็นสาย-ไฟ เคเบิลทีวี
หรือล่าสุด Sky DSL หรือการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมนั่นเอง
และสำหรับ ระบบเครือข่ายสายใยแก้ว ในอนาคตอันใกล้นี้ก็จะสามารถเชื่อม
ต่อเข้ากับอินเทอร์เน็ตได้ด้วย VDSL ซึ่งสามารถมีความเร็วสูงสุดได้ถึง 52Mbit/s
ซึ่ง CHIP จะแสดงให้เห็นถึงข้อดีและข้อเสียของระบบเหล่านี้ รวมทั้งราคา
และหลักการทำ-งานของพวกมันด้วย DSL: มาตรฐาน ในช่วงเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมา
DSL ได้กลายเป็นมาตรฐานอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในประเทศแถบยุโรป
ด้วยเหตุผลที่ดีอย่างน้อยข้อหนึ่งคือ ผู้ให้บริการแทบจะไม่ต้องลงทุนในเรื่องของโครงข่ายเลย

echoADSL ข้อดี : ราคาถูก ค่าบริการเป็นเหมาจ่ายไม่ขึ้นอยู่กับจำนวน
เวลาและปริมาณการส่งผ่านข้อมูล ข้อเสีย : แบนด์วิดธ์ต่ำ การส่งผ่านข้อมูลในระบบ
ADSL ก็กระทำผ่านสายทองแดงเช่นเดียวกัน โดยความถี่ในช่วงตั้งแต่ 0.3 ถึง 3.4kHz
นั้นจะเป็นช่วงสำหรับระบบโทรศัพท์แบบอนาล็อก (POTS = Plain Old
Telephone Service) ช่วงความถี่ที่สูงกว่านั้นจนถึง 120kHz จะเป็นช่วง
ความถี่สำหรับ ISDN และตั้งแต่ 138 จนถึง 1104kHz จึงเป็นช่วงความถี่
สำหรับ ADSL โดยที่ช่วงความถี่ 138 ถึง 276kHz นั้นจะใช้สำหรับการอัพโหลด
และส่วนที่เหลือก็จะจองไว้สำหรับการดาวน์โหลด ช่วงความถี่นี้จะถูกแบ่งเป็น
ช่องสัญญาณ ต่างๆ กว่า 200 ช่อง โดยแต่ละช่องสัญญาณ จะมีความกว้าง
ประมาณ 4.3125 kHz ด้วยวิธี DMT Method (Discrete Multi
Tone) จากนั้นโมเด็ม DSL ของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตและ DSLAM (Digital
Subscriber Line Access Multiplexer - ทำหน้าที่กรอง
สัญญาณที่เข้ามาหาข้อความและข้อมูล) ในสถานีเครือข่ายที่ใกล้ที่สุด
จะทำการเลือกช่องสัญญาณที่จะใช้ในการรับส่งสัญญาณตามคุณภาพของ
สายเชื่อมต่อ ความเร็วของระบบ DSL ในส่วนของการดาวน์โหลดจะเป็น
ไปได้ตั้งแต่ 786 ถึง 1500 Kbit/s และในส่วนของการอัพโหลด
ตั้งแต่ 128 ถึง 256 kBit/s และจากความเร็วที่แตกต่างกันระหว่าง
การดาวน์โหลดและอัพโหลดนี้เอง ทำให้เกิดชื่อที่ถูกต้องสำหรับระบบ
DSL นี้มาคือ Asynchronous Digital Subscriber Line
(ADSL) ซึ่งก็ไม่ได้มีความหมายอะไรมากไปกว่าเดิม การที่ระบบ
นี้ในช่องสัญญาณดาวน์โหลดนั้นจะมีแบนด์วิดธ์ กว้างมากกว่า ทำให้ผู้ใช้
สามารถโหลดข้อมูลจาก อินเทอร์เน็ตได้เร็วกว่าการอัพโหลด DSL
ข้อดี : ความเร็วของอัพโหลดและดาวน์โหลดมีอัตราที่เท่ากันและยังรอง
รับแบนด์วิดธ์สูงๆ ได้ ข้อเสีย : ราคาแพง ไม่มีค่าบริการแบบเหมาจ่าย
ถ้ามีการติดขัดของข้อมูลเกิดขึ้นเสมอๆ บนช่องสัญญาณอัพโหลดของ
DSL คุณสามารถแก้ไขได้สองวิธีคือ ใช้ Traffic Shaping
ซึ่งจะไม่กระทบกระเทือนต่อความเร็วในการดาวน์โหลดของคุณ แต่ก็ไม่
ได้เพิ่มแบนด์วิดธ์ของช่องสัญญาณอัพโหลด เลย ทางแก้อีกทางก็คือใช้
การเชื่อมต่อแบบ SDSL (Synchronous Digital Subscriber
Line) อย่างที่ชื่อของมันก็บอกอยู่แล้ว ระบบ SDSL นั้นจะมีความเร็ว
ในช่องสัญญาณอัพโหลดและดาวน์โหลดเท่ากัน แต่ข้อเสียของระบบแบบนี้
ก็คือค่าบริการจะมีราคาแพง มาตรฐาน : DSL Modem และ Access
Hardware อุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตความเร็วสูง
Cable : อีกทางเลือกที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นสายโทรทัศน์ สายไฟ
หรือดาวเทียมรอบโลก ไซเบอร์สเปซสามารถ เข้าสู่เครื่องคอมพิวเตอร์
ที่บ้านคุณได้หลายเส้นทาง CHIP จะแสดงให้เห็นถึงข้อดีและข้อเสียของทางเลือกเหล่านี้
echoTV Cable ข้อดี : โดยทฤษฎีแล้วมีใช้ในแทบทุกพื้นที่
ความเร็วสูงและราคาถูก ข้อเสีย : บ่อยครั้งที่ยังขาด Back Channel
และแบนด์วิดธ์จะลดลงผกผันกับจำนวนผู้ใช้ที่เพิ่มขึ้น โดยทั่วไปแล้วการ
แพร่ภาพสัญญาณโทรทัศน์ทางสายเคเบิลจะใช้ย่านความถี่ระหว่าง 50-
450 MHz โดยช่วงความถี่ 300-450 MHz หรือที่เรียกว่า Hyper
Band นั้นจะถูกจองไว้สำหรับโทรทัศน์ดิจิตอล ส่วนการดาวน์โหลด
อินเทอร์เน็ตในขาลงนั้น ผู้ให้บริการจะใช้ย่านความถี่ที่สูงกว่า Hyper
Band ขึ้นไป และจะมีเนื้อที่ประมาณ 8 MHz ที่จะจองไว้สำหรับ Back
Channel ที่สามารถ ส่งผ่านข้อมูลได้ในความเร็วถึง 30 MBit/s
แต่ข้อเสียที่สำคัญของสายทีวีก็คือ มันเป็นการ ต่อเชื่อมแบบ Point
to Center Connection ซึ่งหมายความว่าผู้ใช้ทุกๆ คนจะต้องทำ
การแบ่งแบนด์วิดธ์ที่มีต่อกัน นอกจากนั้นบ่อยครั้งที่ มันขาดความสามารถ
ในเรื่องของ Back Channel ด้วย ค่าบริการสำหรับอินเทอร์เน็ตผ่าน
ทาง TV Cable ในประเทศแถบยุโรปจะอยู่ที่ประมาณ 99 ยูโรต่อเดือน
โดยจะมีความเร็วในการอัพโหลด 1,024 Kbit/s และความเร็วใน
การดาวน์โหลด 550 Kbit/s และจะมี IP Address ถาวรสำหรับ
ผู้ใช้แต่ ละคน แต่ถึงแม้ว่าราคาของการเชื่อมต่อแบบนี้จะค่อนข้างสูง
แต่นักเล่นเกมออนไลน์ทั้งหลายก็นิยมที่จะใช้มันเนื่องจาก มันมีค่า Ping
Time ที่ต่ำมาก ซึ่ง Ping Time นี้จะถูกวัดเป็น ms (มิลลิ-วินาที)
และเป็นตัวที่แสดงระยะเวลาที่ Data Packet ใช้ในการเดินทางใน
อินเทอร์เน็ตจนถึงจุด-หมายปลายทาง สำหรับการเล่นเกมนั้นยิ่งค่า Ping
Time ต่ำเท่าไร ก็ยิ่งทำให้ผู้เล่นสามารถควบคุมเกมออนไลน์ได้คล่องตัว
มากขึ้นเท่านั้น ค่า Ping สำหรับการเล่นเกมออนไลน์นั้นไม่ควรมาก กว่า
80 ms และด้วย สาย TV Cable นี้สามารถให้ค่า Ping ที่ต่ำได้ถึง
30 ms สิ่งที่คุณจำเป็นต้องมีอีกอย่างก็คือ Cable Modem แบบพิเศษ
โดยมากแล้วผู้ให้บริการจะมีให้เช่า ซึ่งต้องเสียค่าบริการเป็นรายเดือนประมาณ
5-10 ยูโร

echoPower Line ข้อดี : อินเทอร์เน็ตจากปลั๊กไฟ
โดยทฤษฎีแล้วจะใช้ได้ทั่วไป ข้อเสีย : แบนด์วิดธ์น้อยและจะลดลง
ตามจำนวนผู้ใช้ที่เพิ่มขึ้น แนวคิดในการส่งผ่านข้อมูลไปทางสายไฟนั้น
มีมานานแล้ว เห็นได้จาก Baby-Phone หรือแม้แต่ไฟตามถนนต่างๆ
เองก็จะถูกเปิดปิดโดยใช้หลักการนี้ แต่ตัวอย่างที่ยกมานั้นเป็นการใช้งาน
ที่ต้องการแบนด์วิดธ์ไม่มาก ส่วนอินเทอร์เน็ตจากปลั๊กไฟ
(PLC = Power Line Communication) นั้นเป็นการใช้งานที่ต้อง
การแบนด์วิดธ์มาก ปัญหาที่เกิดขึ้นของระบบแบบนี้ก็คือมันจะก่อให้เกิด
สัญญาณรบกวนขึ้น เพราะสายไฟที่ใช้อยู่ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ป้องกัน
การกระจายของคลื่นความถี่สูงๆ ดังนั้นมันจึงกลายเป็นเสมือนเสาอากาศที่
จะส่งสัญญาณรบกวนออกไป โดยเฉพาะสำหรับพวกนักวิทยุสมัครเล่นทั้งหลาย
ถึงแม้แค่ระยะทางของสายไฟนั้นจะเป็นการเดินสายแค่จากบ้านของผู้ใช้ไปจนถึง
Transformer Station ถัดไปแค่นั้นก็ตาม ส่วนระยะทางที่เหลือจาก
Transformer Station ไปจนถึงผู้ให้บริการนั้นจะเป็นการส่งสัญญาณ
ไปตามสายใยแก้ว ความเร็วในการส่งผ่านข้อมูลของระบบอินเทอร์เน็ตแบบนี้
จะอยู่ที่ประมาณ 180-500 Kbit/s และราคาอยู่ที่เกือบ 100 ยูโร
อินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียม ข้อดี : ความเร็วสูง ข้อเสีย : ราคาสูงมาก
ไม่มีค่าบริการเหมาจ่าย และค่า Ping Time สูง เพื่อที่จะให้คุณสามารถ
รับอินเทอร์เน็ตจาก อวกาศได้ ก่อนอื่นผู้ให้บริการต้องส่งข้อมูลไปยังดาวเทียม
ก่อนด้วยจานส่งรูปพาราโบลา จากนั้นดาวเทียมจึงจะทำการส่งต่อสัญญาณไป
ยังเครื่องรับที่บ้านของผู้ใช้ และเนื่องจากข้อมูลต้อง เดินทางเป็นระยะกว่า 72,000
กิโลเมตร ทำให้มันมีค่า Ping Time ที่สูงมาก จึงไม่เหมาะสำหรับนักเล่นเกมออน
ไลน์ สำหรับช่องสัญญาณการอัพโหลดที่จำเป็น สำหรับการเรียกดูหน้าเว็บไซต์
การดาวน์โหลด หรือส่งอีเมล์นั้น มีสองวิธีที่ใช้กันอยู่คือ ใช้การหมุนโทรศัพท์ออก
ตามปกติ หรือใช้การเชื่อมต่อ ผ่านจานรับสัญญาณดาวเทียม ซึ่งจานรับสัญญาณ
จะสามารถเป็นช่องทางสัญญาณอัพโหลดสำหรับส่งข้อมูลไปยังดาวเทียมได้ด้วย
ข้อเสียของวิธีนี้ก็คือราคาอุปกรณ์ที่สูงมาก (ประมาณ 1500 ยูโรขึ้นไป)
ความเร็วของระบบแบบนี้ใน ประเทศแถบยุโรปจะอยู่ที่ประมาณ 768 Kbit/s
และเสียค่าบริการรายเดือนประมาณเดือนละ 40 ยูโรระยะทางไกล : ในระบบ
Sky DSL นั้นข้อมูลต้องเดินทางประมาณ 72,000 กิโลเมตร กว่าจะมาถึง
เครื่องของคุณทำให้ค่า Ping Time สูง อนาคต : ท่องโลกอินเทอร์เน็ตด้วยแสง
ด้วยเคล็ดลับทางเทคนิคเล็กน้อยสายทองแดงแบบเก่าก็สามารถที่จะส่งผ่านข้อมูล
ได้ถึง 4 MBit/s และด้วยสายใยแก้วนั้นจะทำให้คุณสามารถ ดาวน์โหลดซีดีทั้ง
แผ่นได้ในเวลาเพียงแค่ไม่ถึง 2 นาทีเท่านั้น

HDSL ข้อดี : เร็ว และเป็นทางสำรองสำหรับระบบสายถาวร ข้อเสีย :
ราคาแพง ไม่สามารถใช้โทรศัพท์ผ่านสายทองแดงได้ HDSL (High Data
Rate Digital Subscriber Line) เป็นอีกขั้นหนึ่งของการพัฒนา DSL
ซึ่งหลักการนั้นก็ง่ายมากคือ แทนที่จะใช้สายทอง- แดงเพียงคู่เดียวอย่างใน ADSL
ก็เพิ่มเป็นอย่างน้อย 2 คู่ หากระยะทางระหว่างผู้ให้บริการถึงผู้ใช้นั้นไกลกันมาก
ก็อาจจะต้องใช้ถึง 3 คู่ ด้วยวิธีนี้ทำให้ HDSL สามารถส่งผ่านข้อมูลได้สูงถึง 4 MBit/s
ทั้งการดาวน์โหลดและอัพโหลดพร้อมๆ กัน ข้อดีที่เห็นได้ชัดของ HDSL คือผู้ให้
บริการสามารถใช้เครือข่ายสายทองแดงที่มีอยู่แล้วต่อไปได้เลย แต่ข้อเสียของมันก็อยู่ที่
ความยุ่งยากในการแก้ไขสัญญาณรบกวนที่เกิดขึ้น และนอกจากนั้นยังทำให้ไม่สามารถ
ใช้โทรศัพท์ผ่านสายทองแดงอย่างเคยได้ ซึ่งข้อหลังนี้เป็นเหตุผลที่สำคัญที่ทำให้ HDSL
ไม่ได้รับความนิยมมากนัก VDSL ข้อดี : แบนด์วิดธ์สูงมาก ข้อเสีย : ค่าใช้จ่าย
สำหรับผู้ให้บริการค่อนข้างสูง และในขณะนี้ยังอยู่แค่ในขั้นตอนการทดสอบเท่านั้น
เมื่อครั้งที่องค์การไปรษณีย์ของเยอรมนีจะทำการวางเครือข่ายโทรศัพท์สื่อสารในรัฐ
ใหม่หลังจากการรวมประเทศของเยอรมนีนั้น ได้มีการใช้สายใยแก้วแทนสายทองแดง
ธรรมดาในหลายๆ เมือง และในขณะนั้น ADSL ก็ยังไม่เป็นที่รู้จักดีนัก ดังนั้นจึงน่า
เสียดายที่เมืองหลายๆ เมืองยังคงเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านโมเด็มแบบ 56k
ธรรมดาหรือผ่าน USDN ทั้งๆ ที่มีระบบเครือข่ายเน็ตเวิร์กที่ทันสมัยรองรับอยู่แล้ว
แต่ด้วยโปรเจ็กต์ OPAL น่าจะทำให้การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตความเร็วสูงแบบ VDSL
(Very High Data Rate DSL) ได้รับความนิยมขึ้นมา ด้วย สายใยแก้วนี้จะ
ทำให้สามารถส่งผ่านข้อมูลได้ด้วยความเร็วสูงถึง 52 MBit/s ในการดาวน์โหลด
ซึ่งเร็วกว่า DSL 68 เท่า และเร็วกว่า ISDN ถึง 800 เท่าเลยทีเดียว อย่างไรก็ตาม
กว่าที่จะไปถึงจุดนั้นได้ก็ยังคงมีอุปสรรคอีกมากโดยเฉพาะในส่วนของ การลงทุน
ของผู้ให้บริการเพราะในโปรเจ็กต์ OPAL นั้นต้องมีการวางสายใยแก้วจากผู้ให้บริการ
สองแบบด้วยกันคือ FTTC (Fibre to the Curb) ที่สายใยแก้วจะไปสิ้นสุด
ลงที่ทางเดินเท้า และ FTTB (Fibre to the Basement) ที่สายใยแก้วจะ
เข้าไปจนถึงห้องใต้ดินของบ้าน ส่วนระยะทางที่เหลือคือจากจุดแยกของสายก็จะใช้
สายทองแดงในการส่งผ่านข้อมูลเช่นเดิม การรับส่งข้อมูลแบบผสมนี้ถือว่าเหมาะมาก
เพราะระบบสายโทรศัพท์เดิมที่บ้านก็เป็นสายทองแดงอยู่แล้ว ระยะทางสูงสุดที่จะ
สามารถส่งผ่านข้อมูลทางสายทองแดงด้วยความเร็ว 52 MBit/s ได้โดยไม่มี
สัญญาณรบกวนคือ 300 เมตร แต่การเปลี่ยนจากสายใยแก้วมาเป็นสายทอง-แดงนี้
เองที่เป็นตัวทำให้ต้องลงทุนสูง เพราะนอกเหนือไปจากที่ต้องมีจุดแยกสายแล้ว
ยังต้องมีโมเด็มเพิ่มขึ้นมาอีกตัวสำหรับแปลงสัญญาณของสายใยแก้วให้เหมาะ
สำหรับสายทองแดง และผู้ใช้ต้องมีโมเด็มอีกเครื่องที่คอมพิวเตอร์เช่นเดิม
แบนด์วิดธ์ : ด้วยใยแก้วนำแสงทำให้การดาวน์โหลดมีความเร็วได้สูงถึง 52
MBit/s Wireless LAN ข้อดี : มี Web Access ตลอดเวลา
เป็นเทคนิคที่สมบูรณ์แล้วและราคาถูก ข้อเสีย : มีเฉพาะในเมืองใหญ่ๆ
แต่ก็ยังไม่ทุกพื้นที่ โปรเจ็กต์อย่าง SydneyWireless
(www.sydneywireless.com) หรือ SeattleWireless
(www.seattlewireless.net) คงจะบ่งบอกถึงทิศ-ทางของลักษณะ
การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตในอนาคตได้เป็นอย่างดี W-LAN-Access Points
ตาม ที่สาธารณะต่างๆ เช่นในร้านอาหารหรือในที่ พักอาศัยจะสามารถสร้างเครือข่าย
WAN (Wide Area Net-work) ขนาดใหญ่ขึ้นมาได้ ซึ่งผู้ใช้ทุกคนสามารถ
ที่จะเชื่อมต่อเข้าระบบเพื่อท่องไปในโลกอินเทอร์เน็ตได้ตลอดเวลา และสะพานที่
จะใช้ไปสู่โลกอินเทอร์เน็ตนั้นอาจจะเป็น DSL, สายเคเบิลหรือระบบสายถาวรต่างๆ
ถ้าจำเป็นต้องใช้สะพานเหล่านี้อยู่ ใน Forum และ Chat ต่างๆ ได้มีการถกเถียง
กันอย่างมากระหว่าง Wireless User ทั้งหลายถึงทางเลือกใหม่ๆ และตัว WAN
นั้นควรจะเป็นอินเทอร์เน็ตเสียเองเนื่องจากมีข้อมูลต่างๆ อยู่ครบถ้วนแล้ว นั่น
จะทำให้อินเทอร์เน็ตอย่างที่เรารู้จักกันอยู่ในทุกวันนี้ก็จะหมดความหมายลง ไป
แต่ก็ยังมีปัญหาทางด้านเทคนิคบางประการ อยู่เช่นการ Roaming หรือการส่ง
ต่อระหว่างสถานีสัญญาณต่างๆ เพราะผู้ให้บริการ W-LAN ทั้งหลายยังไม่ได้เตรียม
ตัวรับมือในด้านนี้ การเชื่อมต่ออาจจะถูกตัดขาดลง และจำเป็นจะต้องมีการ
สร้างการเชื่อมต่อ่ใหม่ขึ้นมา ซึ่งทำให้ผู้ใช้จะได้รับ Internal IP ภายในระบบตัวใหม่
ส่วนในกรณีที่เลวร้ายที่สุด ผู้ใช้อาจจะสูญเสียข้อมูลที่กำลังดาวน์โหลดไปหรืออาจ
จะต้องเริ่มการ Chat ใหม่ แต่ถึงจะมีอุปสรรคในเรื่องนี้ ก็ยังมีบริษัทอีกจำนวนมาก
ที่เล็งเห็นความสำคัญของเทคนิค นี้ และกำลังทำการแก้ไขปัญหา Roaming นี้อยู่
ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ในขั้นการทดลองและต้องรอดูผลกันต่อไป
เอกสารอ้างอิง :www.med.cmu.ac.th

13. จงบอกข้อดีของเส้นใยแก้วนำแสง
จุดเด่นของเส้นใยแก้วนำแสงมีหลายประการ โดยเฉพาะจุดที่ได้เปรียบสายตัวนำทองแดง
ที่จะนำมาใช้แทนตัวนำทองแดง จุดเด่นเหล่านี้มีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่องและดีขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งประกอบด้วย
ความสามารถในการรับส่งข้อมูลด้วยอัตราส่งสูง
เส้นใยแก้วนำแสงที่เป็นแท่งแก้วขนเหล็ก มีการโค้งงอได้ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางที่ใช้กันมาก
คือ 62.5/125 ไมโครเมตร เส้นใยแก้วนำแสงขนาดนี้เป็นสายที่นำมาใช้ภายในอาคารทั่วไป
เมื่อใช้กับคลื่นแสงความยาวคลื่น 850 นาโนเมตร จะส่งสัญญาณได้มากกว่า 160 เมกะเฮิรตซ์
ที่ความยาว 1 กิโลเมตร แล้วถ้าใช้ความยาวคลื่น 1300 นาโนเมตร จะส่งสัญญาณได้กว่า
500 นาโนเมตร ที่ความยาว 1 กิโลเมตร และถ้าลดความยาวเหลือ 100 เมตร จะใช้กับ
ความถี่สัญญาณมากกว่า 1 กิกะเฮิรตซ์ ดังนั้นจึงดีกว่าสายยูทีพีแบบแคต 5 ที่ใช้กับ สัญญาณได้ 100 เมกะเฮิรตซ์ ปกติแล้วเส้นใยนำแสงสามารถใช้ส่งข้อมูลเสียงได้พร้อม ๆ กัน ถึง 30,000 ช่องสัญญาณ และเนื่องจากอัตราการส่งข้อมูลสูงจึงเหมาะสำหรับใช้ส่งข้อมูลเสียง ภาพ และข้อมูลดิจิตอลจากคอมพิวเตอร์ไปพร้อม ๆ กันในระบบ ISDN
(Integrated Services Digital Network)
เปรียบเทียบความสามารถของเส้นใยนำแสงและสายทองแดง
1. เส้นใยนำแสง 1 สาย สามารถส่งข้อมูลได้เท่ากับคู่สายทองแดง 1,000 คู่
2. เส้นใยนำแสง 1 สาย สามารถส่งข้อมูลจากเทอร์มินัลคอมพิว้ตอร์ได้ถึง 6,000 เครื่ง
กำลังสูญเสียต่ำ
เส้นใยแก้วนำแสงมีคุณสมบัติในเชิงการให้แสงวิ่งผ่านได้ การบั่นทอนแสงมีค่า
ค่อนค่างต่ำ ตามมาตรฐานของเส้นใยแก้วนำแสง การใช้เส้นสัญญาณนำแสงนี้ใช้ได้ยาว
ถึง 2000 เมตร หากระยะทางเกินกว่า 2000 เมตร ต้องใช้รีพีตเตอร์ทุก ๆ 2000 เมตร
การสูญเสียในเรื่องสัญญาณจึงต่ำกว่าสายตัวนำทองแดงมาก ที่สายตัวนำทองแดงมี
ข้อกำหนดระยะทางเพียง 100 เมตร
หากพิจารณาในแง่ความถี่ที่ใช้ ผลตอบสนองทางความถึ่มีผลต่อกำลังสูญเสีย
โดยเฉพาะในลวดตัวนำทองแดง เมื่อใช้เป็นสายสัญญาณ คุณสมบัติของสายตัว
นำทองแดงจะเปลี่ยนแปลงเมื่อใช้ความถี่ต่างกัน โดยเฉพาะเมื่อใช้ความถึ่ของ
สัญญาณที่ส่งในตัวนำทองแดงสูงขึ้น อัตราการสูญเสียก็จะมากตามแต่กรณีของเส้น
ใยแก้วนำแสงเราใช้สัญญาณความถี่มอดูเลตไปกับแสง การเปลี่ยนสัญญาณรับส่งข้อมูล
จึงไม่มีผลกับกำลังสูญเสียทางแสง
คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าไม่สามารถรบกวนได้
ปัญหาที่สำคัญของสายสัญญาแบบทองแดงคือการเหนี่ยวนำโดยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า
ปัญหานี้มีมาก ตั้งแต่เรื่องการรบกวนระหว่างตัวนำหรือเรียกว่าครอสทอร์ค การำม่แมตซ์
พอดีทางอิมพีแดนซ์ ทำให้มีคลื่นสะท้อนกลับ การรบกวนจากปัจจัยภายนอกที่เรียกว่า
EMI ปัญหเหล่านี้สร้างให้ผู้ใช้ต้องหมั่นดูแล แต่สำหรับเส้นใยแก้วนำแสงแล้วปัญหา
เรื่องเหล่านี้จะไม่มี เพราะแสงเป็นพลังงานที่มีพลังงานเฉพาะและไม่ถูกรบกวนของแสงจากภายนอก
น้ำหนักเบา
เส้นใยแก้วนำแสงมีน้ำหนักเบากว่าเส้นลวดตัวนำทองแดง
น้ำหนักของเส้นใยแก้วนำแสงขนาด 2 แกนที่ใช้ทั่วไปมีน้ำหนักเพียงประมาณ
20 ถึง 50 เปอร์เซ็นต์ของสายยูทีพีแบบแคต 5
ขนาดเล็ก
เส้นใยแก้วนำแสงมีขนาดทางภาคตัดขวางแล้วเล็กกว่าลวดทองแดงมาก
ขนาดของเส้นใยแก้วนำแสงเมื่อรวมวัสดุหุ้มแล้วมีขนาดเล็กกว่าสายยูทีพี
โดยขนาดของสายใยแก้วนี้ใช้พื้นที่ประมาณ 15 เปอร์เซ็นต์
ของเส้นลวดยูทีพีแบบแคต 5
มีความปลอดภัยในเรื่องข้อมูลสูงกว่า
การใช้เส้นใยแก้วนำแสงมีลักษณะใช้แสงเดินทางในข่าย จึงยาก
ที่จะทำการแท๊ปหรือทำการตัดฟังข้อมูล
มีความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สิน
การที่เส้นใยแก้วเป็นฉนวนทั้งหมด จึงไม่นำกระแสไฟฟ้า
การลัดวงจร การเกิดอันตรายจากกระแสไฟฟ้าจึงไม่เกิดขึ้น
สามารถติดตั้งและใช้งานในที่ที่มีอุณหภูมิสูงหรือต่ำมาก ๆ ได้
เอกสารอ้างอิง : http://www.kairat.com/elearn/datacom/MODULE2/lesson3_3.html

14. ขนาดของ core และ cladding ในเส้นใยแก้วนำแสงแต่ละชนิด
ลักษณะของ Optical Fiber แบ่งตาม การเดินทางของคลื่นแสงใน Optical Fiber
1.Single Mode Fiber
Optical Fiber ชนิดนี้มีขนาดของ Core ที่เล็กมากเมื่อเทียบกับความคลื่นแสง
ที่ใช้ทำให้กระบวนการผลิต Optical Fiber นี้ยุ่งยาก และ ต้องใช้ความแม่นยำสูง
การที่ขนาด Core เล็กมากนั้นมีผลทำให้ แสงสามารถเดินทางไปใน Optical Fiber
ได้โดยใช้ทิศทางเดียวจึงเรียก เป็น Single Mode Optical Fiber
และ Mode เดียวที่เดินทางไปนั้น คือ Fundamental Mode
โดยทั่วไป ขนาดของ Core Diameter จะอยู่ในช่วง 8.3 - 8.7 mm.
และความยาวคลื่นแสง ที่ใช้อยู่ในช่วง 1.2 -1.6mm.
- Cutoff Wavelength
Single Mode Optical Fiber จะสามารถนำสัญญาณแสงที่อยู่ใน
Higher Order Mode ได้โดยมีข้อแม้ว่า Wavelength ของ Higher
Order Mode นั้นๆ ต้องมีขนาดเล็กกว่า Cut - off Wavelength (Ic)
ค่า Cut - off Wavelength ๅจะสามารถคำนวณได้จากค่าของ Core
Diameter และความแตกต่างของ Refractive Index ระหว่าง Clad
กับ Core โดยทั่วไป ค่าCutoff Wavelength อยู่ในช่วง 1200 nm.
2. Multimode Step Index Fiber
เป็น Optical Fiber ที่ได้รับคิดค้นในช่วงแรกๆ และเนื่องจากการที่ Optical
Fiber ชนิดนี้มี bandwidh แคบจึงเป็นเหตุให้ Optical Fiber
ชนิดนี้ไม่แพร่หลายในการใช้งานทางด้านสื่อสาร
คำว่า Mode สามารถพิจารณาได้ว่าเป็นเส้นทางการเดินของแสงที่ผ่านไปใน
Optical Fiber คือ เส้นทางของพลังงานแสงที่จะเคลื่อนที่ไปยังปลายทาง
จำนวนเส้นทางหรือ Mode สามารถคำนวณได้จากรัศมีของ Optic Fiber
ความยาวคลื่น และ Refrative Index ระหว่าง Clad และ Core
3. Multimode Graded Index
เป็น Optical Fiber ที่พัฒนาขึ้นจาก Multimode Step
Index ทำให้สามารถมีความจุข้อมูลใน การรับ- ส่งได้สูงขึ้น คือ
bandwidth กว้างขึ้น โดยในช่วง คศ. 1977-1983 Fiber
Optic นี้ จะใช้ภายในอาคาร แต่ปัจจุบัน fiber optic นี้ถูกใช้ในระบบ
LAN และเครือข่าย โทรศัพท์เล็กๆ เท่านั้น Optical Fiber นี้พัฒนา
โดยใช้ในเทคนิคของการเปลี่ยนแปลงของ Refractive Index คือ
ค่า Refractive Index จะค่อยๆ ลดลงในแกนของ Core และค่า
Refractive Index ตรงจุดต่อระหว่าง Clad และ Core จะมีค่า
Refractive ที่เท่ากัน ซึ่งต่างจาก Multimode Step Index
Fiber ที่ Clad และ Core จะมีค่า Refractive Index ที่คงที่ตลอดรัศมี
รูปแบบการเปลี่ยนแปลงของ Refractive Index จะเป็นลักษณะ
Parabolic ซึ่งกำหนดให้แต่ละ Mode ที่แสงเคลื่อนที่ไปนั้น หกเหไปมาใน
Optical Fiber และแต่ละจุดที่แสงเคลื่อนที่ผ่านไป ความเร็วก็จะเปลี่ยน
แปลงไปด้วย คือ แสงที่เดินทางใน Mode ที่ใกล้จุดศูนย์กลางของ Core
จะเคลื่อนที่ช้ากว่า Mode ที่เคลื่อนที่ ใกล้กับ Clad/Core Boundary
ถ้าพิจารณาแล้ว แสงที่มี Mode ใกล้ Core จะมีระยะเดินทางที่ใกล้กว่า
จากเหตุผลนี้ทำให้ แสงในแต่ละ Mode มีความ แตกต่างของเวลาในการ
เดินทางจากด้านส่งมายังด้านรับ หรือ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า Delay
Time ลดลง และ Bandwidth ของ Optical Fiber กว้างมากขึ้น
เอกสารอ้างอิง : www.tice.ac.th/.../electronic/Tan/N%204.htm

15.การเชื่อมต่อโดยวิธีการหลอมรวม (Fusion Splicing) ทำได้โดยวิธีใด
การเชื่อมต่อด้วยวิธีการหลอมรวม เป็นวิธีการเชื่อมต่อเส้นใยแก้วนำแสงสอง
เส้นด้วยการใช้ความร้อนปลายเส้นใยแก้ว จากนั้นปลายเส้นใยแก้วก็จะถูกดันมา
เชื่อมต่อกัน การเชื่อมต่อในลักษณะนี้เป็นการเชื่อมต่อแบบถาวร เส้นใยแก้วนำ
แสงที่เชื่อมต่อกันแล้วดูเสมอว่าเป็นเส้นเดียวกัน การสูญเสียที่เกิดจากการเชื่อม
ต่อด้วยวิธีนี้มีค่าอยู่ระหว่าง 0.01-0.2 dB ในขั้นตอนของการเชื่อมต่อนั้น
ความร้อนที่ทำให้ปลายเส้นใยแก้วนำแสงอ่อนตัวนั้น มาจากประกายไฟที่
เกิดจากการอาร์กระหว่างขั้วอิเล็กโหมดในการหลอมรวม
สำหรับการเชื่อมต่อแบบหลอมรวมแบบเดิมนั้น การปรับตำแหน่งการวางตัว
ของเส้นใยแก้วนำแสง 2 เส้น อาศัยวิธีการปรับฐานรองด้วยการสังเกตผ่าน
กล้องขยาย แต่ในปัจจุบันมีการใช้วิธีการทางแสงมาช่วยในการจัดวางดังกล่าว
ทั้งนี้เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างอัตโมมัติ วิธีการนี้มีชื่อว่า "แอลไอดี
(Light Injection and Detection, LID)" โดยอาศัยหลัก
การตรวจวัดปริมาณแสงที่ได้จากเส้นใยแก้วนำแสงเส้นที่สองซึ่งส่งผ่านมา
จากเส้นใยแก้วเส้นที่ 1 ถ้าพบว่าการวางตัวของเส้นใยแก้วทั้งสองอยู่ในตำ
แหน่งที่เหมาะสมปริมาณแสงที่ตรวจวัดได้จะให้ค่ามากที่สุดพร้อมที่จะทำ
การหลอมรวม แสงที่ใช้ในการตรวจสอบมาจากการส่งผ่านแสงของแอลอีดี
เข้าไปในบริเวณที่เส้นใยแก้วถูกทำให้โค้ง โดยท่อทรงกระบอกซึ่งมีรัศมีเล็ก
(ประมาณ 2-3 มิลลิเมตร)และการตรวจวัดแสงก็อาศัยอุปกรณ์รับแสง
ซึ่งวางชิดกับบริเวณที่ถูกทำให้โค้งของเส้นใยแก้วนำแสง วิธีการตรวจวัด
แสงดังกล่าว อาศัยคุณสมบัติของใยแก้วนำแสงเกี่ยวกับการโค้งงอของ
เส้นใยแก้วที่ทำให้เกิดการสูญเสียขึ้น
เอกสารอ้างอิง : http://www.cablethailand.com/
techsupport_detail2.asp?ccode=0521102452253

วันอังคารที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

ส่งข้อสอบ Router เรียนวันที่ 23 กรกฎาคม 2008

เรื่อง Router
ข้อสอบปรนัย

1. เราเตอร์ (Router) คืออะไร
ก.เราเตอร์จะรับข้อมูลเป็นแพ็กเก็ตเข้า
มาตรวจสอบแอดเดรสปลายทางจากนั้นนำ
มาเปรียบเทียบกับตารางเส้นทางที่ได้รับการโปรแกรมไว้ *
ข.อุปกรณ์สวิตช์มีหลายแบบ หากแบ่ง
กลุ่มข้อมูลเป็นแพ็กเก็ตเล็ก ๆ และเรียกใหม่ว่า
"เซล" (Cell)
ค.เป็นอุปกรณ์เชื่อมโยงเครือข่ายของ
เครือข่ายที่แยกจากกัน
ง.ถูกทุกข้อ
2. Router ทำหน้าที่อะไร
ก.ใช้ในการเชื่อมต่อวงแลน
ข.หน้าที่เชื่อมต่อระบบเครือข่ายหลายระบบเข้าด้วยกัน *
ค.ส่งข้อมูล
ง.เชื่อมต่อคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์คอมพิวเตอร์อื่นๆ
3.Bridge กับ Router ทำงานในเลเยอร์ใด
ก. Network Layer
ข. Data Link Layer *
ค. Session Layer
ง. Transport Layer
4.ระดับชั้น Network ของเราเตอร์มีกี่ชั้น
ก.5 ชั้น
ข.6 ชั้น
ค.7 ชั้น *
ง.8 ชั้น
5.เราเตอร์มีลักษณะการใช้งานคล้ายกับอะไร
ก.ไอพีเราเตอร์ (IP router)
ข. เราเตอร์ (Router)
ค.สวิตช์แพ็กเก็ต ข้อมูล (Data Switched Packet)
ง.สวิตช์ (Switch) *
6.อุปกรณ์ที่ทำหน้าที่คัดแยกแพ็กเก็ต หรือเรียอีกอย่างว่าอะไร
ก.เอทีเอ็มสวิตช์(ATM Switch)
ข.เซลสวิตช์" (Cell Switch)
ค.เฟรมรีเลย์" (Frame Relay)
ง.สวิตช์แพ็กเก็ต ข้อมูล(Data Switched Packet) *
7. เราเตอร์ (Router) มีประโยชน์อย่างไร
ก.สามารถนำข้อมูลอื่นมาประกอบภายในได้
ก็เรียกว่า "เฟรมรีเลย์" (Frame Relay)
ข.เพื่อหาเส้นทางที่ส่งต่อ หากเส้นทาง
ที่ส่งมาจากอีเทอร์เน็ต และส่งต่อออกช่อง
ทางของ Port WAN ที่เป็นแบบจุดไปจุด *
ค.อุปกรณ์เชื่อมโยง ทั้งหมดนี้รองรับมาตรฐาน
การเชื่อมต่อได้หลากหลายรูปแบบ เช่น
จากเครือข่ายพื้นฐานเป็นอีเทอร์เน็ต
ง.มีแนวโน้มที่จะพัฒนาให้ใช้กับความเร็ว
ของการรับส่งข้อมูลจำนวนมาก
8.Routerเป็นตัวชี้ทางเชื่อมต่อระบบอินเตอร์เน็ตไปยัง
ก.Network
ข. User
ค.ISP *
ง. Email
9.ข้อใดคืออุปกรณ์ที่ทำหน้าที่คัดแยกแพ็กเก็ต
ก.บริดจ์ (Bridge)
ข. เราเตอร์ (Router)
ค.สวิตช์แพ็กเก็ต ข้อมูล (Data Switched Packet) *
ง.สวิตช์ (Switch)
10. Router ทำหน้าที่คล้ายกับอุปกรณ์ใด
ก. ฮับ
ข.โมเด็ม
ค.บริดจ์ *
ง.คอมพิวเตอร์

หมายเหตุ : ตัวที่มีสัญลักษณ์ * อยู่หลังข้อใดข้อนั้นเป็นข้อที่ถูกต้อง

ข้อสอบอัตนัย

1.Router คือ อะไร
................................
................................
ตอบ เป็นอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่เชื่อมต่อระบบเครือข่าย
หลายระบบเข้าด้วยกัน คล้ายกับบริดจ์ แต่มีส่วนการ
ทำงานที่ซับซ้อนมากกว่าบริดจ์มากโดยเราท์เตอร์จะมี
เส้นทางการเชื่อมโยงระหว่าง แต่ละเครือข่าย
2. เราเตอร์มีลักษณะการใช้งานคล้ายกับอะไร
................................
................................
ตอบ สวิตช์ (Switch)
3.ข้อดีของไฟร์วอลล์ เราเตอร์คืออะไร
.................................
.................................
ตอบ มีประสิทธิภาพสูงมีจำนวนอินเตอร์เฟสมาก
4.ADSL Router คืออุปกรณ์อะไร
................................
................................
ตอบ อุปกรณ์เชื่อมต่อ ADSL มีคุณสมบัติในการ
แชร์อินเทอร์เน็ตภายในองค์กร เพื่อให้เครื่องคอม
พิวเตอร์ที่อยู่ในเครือข่ายสามารถใช้งานอินเทอร์เน็ตได้
เราเตอร์มาพร้อมกับพอร์ต RJ45 ซึ่งสามารถเชื่อมต่อ
กับอุปกรณ์เครือข่ายเช่น HUB หรือ SWITCH
5.สวิตช์แพ็กเก็ต ข้อมูล (Data Switched Packet)
ทำหน้าที่อะไร
................................
................................
ตอบ สวิตช์แพ็กเก็ต ข้อมูล
(Data Switched Packet)
ทำหน้าที่คัดแยกแพ็กเก็ต
6.เมื่อต้องการดูค่า routing ควรใช้คำสั่งอะไร
...............................
..............................
ตอบ show ip route
7.เมื่อเราเตอร์รับข้อมูลเป็นแพ็กเก็ตเข้ามาตรวจสอบ
แอดเดรสปลายทางแล้ว เราเตอร์จะนำมา
เปรียบเทียบกับอะไรและส่งต่อไปที่ไหน
...............................
...............................
ตอบ นำมาเปรียบเทียบกับตารางเส้นทางที่
ได้รับการโปรแกรมไว้ เพื่อหาเส้นทางที่ส่งต่อ
หากเส้นทาง ที่ส่งมาจากอีเทอร์เน็ต และส่งต่อ
ออกช่องทางของ Port WAN ที่เป็นแบบจุด
ไปจุดก็จะมีการปรับปรุงรูปแบบสัญญาณให้
เข้ากับมาตรฐานใหม่ เพื่อส่งไปยังเครือข่าย WAN ได้
8.ในอินเทอร์เน็ตมักเรียกเราเตอร์ว่าอะไร
.............................
.............................
ตอบ ไอพีเราเตอร์ (IP router)
9.Router เป็นตัวชี้ทางเชื่อมต่อระบบอินเตอร์เน็ตไปยัง
..............................
..............................
ตอบ ISP การทำงานกับผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต
10.เราเตอร์ทำงานบนเลเยอร์ที่เท่าไร
............................
...........................
ตอบ เลเยอร์ที่3 ตามมาตรฐานของ OSI Model

วันศุกร์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

ส่งการบ้านข้อสอบปรนัยInternet คำสั่งตรวจซ่อม และข่าวIT

ข่าวIT



Nintendo เผยโฉมอุปกรณ์เสริมคอนโทรลเลอร์ Wii MotionPlus ในงาน E3 2008 (Electronic Entertainment Expo) ที่เพิ่งจัดขึ้นในเมืองลอสแองเจลิส Nintendo ได้ทำการเปิดตัว Wii MotionPlus แล้ว
โดย Wii MotionPlus นั้นจะเป็นอุปกรณ์เสริมสำหรับคอนโทรเลอร์ ของเครื่องเล่นเกมคอนโซล Wii ที่จะทำให้การจับการเคลื่อนไหวที่ใช้ ในการควบคุมเกมนั้นทำได้ละเอียดมากขึ้นในอัตราส่วน 1:1 โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนคอนโทรลเลอร์ใหม่ ซึ่งจะติดตั้ง โดยเสียบเข้ากับช่องด้านล่างของคอนโทรลเลอร์เดิม โดยอุปกรณ์ดังกล่าวจะถูกส่งออกจำหน่ายพร้อมๆกับเกม Wii Sport Resort ซึ่งรายละเอียดเพิ่มเติมต่างๆนั้นจะถูกเปิดเผยในเร็วๆนี้







เริ่มทดสอบซอฟท์แวร์แก้ไขการทำงาน iPhone Software v2.0 Apple ได้เริ่มทำการทดสอบซอฟท์แวร์อัพเดตการทำงานของ iPhone Software เวอร์ชั่น 2.0 ที่พัฒนาออกมาเป็นเวอร์ชั่นแรก โดยได้เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน รวมถึงแก้ไขการทำงานที่ผิดพลาดอีกด้วย โดยเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ทางทีมผู้พัฒนา Apple ได้ทำการส่งซอฟท์แวร์ iPhone Software เวอร์ชั่น 2.0 ซึ่งภายหลังจากการติดตั้งโปรแกรม มีผู้เข้ามาร้องเรียนว่า พบปัญหาบางประการ อาทิ กล้องมีการทำงานที่ช้าลงภายหลังการอัพเดต โดยจะใช้เวลาประมาณ 6 วินาทีในการเปิด และ 3 วินาทีใน การกลับเข้ามาใช้งานกล้องอีกครั้งภายหลังจากที่ดูรูปภาพที่ เพิ่งถ่ายเสร็จ และใช้เวลาอีกเกือบ 6 วินาทีกว่าที่จะถ่ายรูป ได้อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งทำให้ผู้ใช้ไม่อยากที่จะใช้งานกล้อง เป็นต้น นอกจากนี้ ยังพบปัญหาการใช้งาน accelerometer บนโทรศัพท์มือถือ iPhone 3G ซึ่งล่าสุดทางทีมผู้พัฒนาได้ทำการพัฒนาซอฟท์แวร์ อัพเดตการทำงานของ iPhone Software เวอร์ชั่น 2.0 โดยจะมีชื่อเรียกว่า iPhone Software 2.0.1 ซึ่งได้ทำการพัฒนาออกมาเป็น 2 เวอร์ชั่น คือ build 5B101 สำหรับ iPhone รุ่นแรก และ build 5B103 สำหรับ iPhone 3G โดยซอฟท์แวร์นี้จะแก้ไขการทำงานที่ผิดพลาด รวมถึงมีการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้ดีขึ้นอีกด้วย
เอกสารอ้างอิง : http://www.pantip.com/tech/newscols/news/160708s.shtml. วันเสาร์ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 .


ออกข้อสอบปรนัย

เรื่องอินเทอร์เน็ตและคำสั่งตรวจซ่อม


1.อินเทอร์เน็ต (Internet)คืออะไร
ก.เครือข่ายนานชาติ
ข.การเชื่อมต่อกันระหว่างเครือข่าย
ค.เครือข่ายของเครือข่าย (A network of network)
ง.ถูกทุกข้อ *
2.ข้อใดไม่ใช้ประโยชน์ของอินเทอร์เน็ต
ก.การติดต่อสื่อสาร (Communication)
ข.ความบันเทิง (Entertainment)
ค.ธุรกิจการพาณิชย์ (Commerce)
ง.ผิดทั้ง ข และ ค *
3.คำสั่ง Inter คือ อะไร
ก.ระหว่าง หรือท่ามกลาง *
ข.ความทันสมัย
ค.ความสะดวก
ง.ถูกทุกข้อ
4.Net คือ ข้อใด
ก.เครือข่าย (Network)*
ข.เครือข่ายอินเทอร์เน็ต
ค.เครือข่ายองค์กร
ง.เครือข่ายท้องถิ่น
5.ในปีพ.ศ. ใดที่วิศวกรไทยสร้างเครือข่าย คอมพิวเตอร์สำหรับงานวิชาการขึ้น
ก.พ.ศ. 2529 *
ข.พ.ศ. 2530
ค.พ.ศ. 2531
ง.พ.ศ. 2532
6.ในต้อนปี พ.ศ. 2531 ประเทศใดได้ให้ความช่วยเหลือในการพัฒนา เครือข่ายคอมพิวเตอร์ไทยขึ้นเป็นแห่งแรก
ก.ออสเตรเลีย *
ข.อเมริกา
ค.จีน
ง.อินเดีย
7.ข้อใดไม่เป็นโทษทางอินเทอร์เน็ต
ก.ข้อมูลบ่างอย่างอาจเป็นจริง
ข.เล่นเกม *
ค.อาจถูกหลอก
ง.ถูกทุกข้อ
8.ข้อใดไม่เป็นบัญญัติ 10 ประการของการใช้อินเทอร์เน็ต
ก.ต้องไม่รบกวนการทำงานองผู้อื่น
ข.ต้องไม่ใช้คอมพิวเตอร์ทำร้ายหรือละเมิดผู้อื่น
ค.ต้องไม่ใช้คอมพิวเตอร์สร้างหลักฐานที่เป็นเท็จ
ง.ไม่มีข้อใดผิด *
9.อุปกรณ์ชนิดใดทำหน้าที่แปลงสัญญาณ จาก Analog เป็น Digital
ก.Modem *
ข.Router
ค.CPU
ง.ถูกทุกข้อ
10.บริการทางอิเล็กทรอนิกส์ในภาษาอังกฤษคือข้อใด
ก.Electronice Mail *
ข.Elecroniec Mail
ค.Electoniac mail
ง.Electonic mail
หมายตุ : สัญลักษณ์ * อยู่ด้านหลังข้อใดข้อนั้นเป็นข้อถูกต้อง

คำสั่งตรวจซ่อม

1.คำสั่ง IP Configเป็นคำสั่งที่ใช้ตรวจสอบไอพีแอดเดรส
ของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้ระบบปฏิบัติตระกูล Windows โดยมันจะแสดงค่า
ก.IP Address
ข.Subnet Mask
ค. Gate Way
ง.ผิดทุกข้อ
2.การเข้าหน้า cmd ทำอย่างไรในครั้งแรก
ก.Start >run >cmd
ข.Start>run>command
ค.Start>allprogram>accessories>command prompt
ง.ถูกทุกข้อ *
3.คำสั่งที่ใช้ตรวจสอบเส้นทางการวิ่ง ของแพ็กเก็ตว่ามันวิ่งผ่านเร้าเตอร์ คือข้อใด
ก.Traceroute *
ข.ping –t
ค.Arp
ง.Netsatat
4.คำสั่ง Nslookup เป็นคำสั่งทำหน้าที่อะไร
ก.ใช้สำหรับสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับ DNS *
ข.ใช้เพื่อตรวจดูสถานะทาง TCP และ UDP บนเครื่องของเรา
ค.ใช้สำหรับแสดงข้อมูลในตาราง ARP
ง.ผิดทุกข้อ
5.คำสั่ง FTP เป็นคำสั่งอะไร
ก.ทั้งชื่อโปรแกรม
ข.โปรโตคอล
ค.สำหรับการถ่ายโอนไฟล์ข้อมูลต่างๆ
ง.ถูกทุกข้อ *
6.คำสั่ง netsatat ใช้ทำอะไร
ก.ตรวจดูสถานะทาง TCP และ UDP บนเครื่องของเรา *
ข.ใช้สำหรับแสดงข้อมูลในตาราง ARP
ค.ใช้สำหรับสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับ DNS *
ง.สำหรับการถ่ายโอนไฟล์ข้อมูลต่างๆ
7.Ls ในคำสั่ง FTP คือข้อใด
ก.แสดงรายชื่อไฟล์ *
ข.ย้ายไดเรอทอรี
ค.เพื่อเตรียมการก่อนถ่ายโอนไฟล์เป็นแอสกี
ง.ทำการปิดคอนเนกชัน
8.คำสั่ง ipconfig/all คล้ายกับคำสั่งใด
ก.Ipconfig *
ข.Netsatat
ค.FTP
ง.ping –t
9.คำสั่งชนิดใดที่แสดงHost name,Primary Dns,Node Type,IP Routing,
ก.Ipconfig
ข.Netsatat
ค.ipconfig/all *
ง.ping –t
10.เป็นคำสั่งที่ใช้ตรวจสอบไอพีแอดเดรสของเครื่องคอมพิวเตอร์
ก.Ipconfig *
ข.Netsatat
ค.FTP
ง.ping –t

หมายเหตุ : สัญลักษณ์*อยู่ด้านหลังข้อใดข้อนั้นเป็นข้อถูกต้อง
เอกสารอ้างอิง : www.cs.ssru.ac.th/sirirat/internet/work/1.doc
วันเสาร์ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2551.

วันพุธที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

การเข้าหัว RJ-45 เรียนวันที่ 09 /07/2008

การเข้าหัว RJ-45
การเข้าหัวแบบสายตรง ( Straight-through cable EIA/TIA 568B )












อุปกรณ์ต้นทาง อุปกรณ์ปลายทาง
HUB computer
Switch computer
Router Computer & Switch

การใช้งานสาย Through
เช่น จาก Swith ไปยัง computer หรือจาก router
ไปยัง Swith ให้เชื่อมต่อแบบ EIA/TIA 568B (สาย Through)
ทั้งสองข้างหัวท้าย
การเข้าหัวแบบสายไขว้ ( Crossover cable EIA/TIA 568A & 568B )













การใช้งานสาย Cross
เช่น จาก Swith ไปยัง Swith , จาก computer
ไปยัง computer , จาก router (ethernet)
ไปยัง computer
การเข้าสายโดยข้างหนึ่งเป็นแบบ EIA/TIA 568B
(สาย Through) และอีกข้างเป็น EIA/TIA 568A (สาย Cross)

วันอังคารที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2551

แก้ไข thernet Technology

thernet Technology

การรับส่งข้อมูลตามมาตรฐาน Ethernet อยู่คู่กับระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์มานานมากแล้ว แทบจะเรียกได้ว่าตั้งแต่เริ่มมีเทคโนโลยีเครือข่ายเลยทีเดียว ..Ethernet พัฒนาโดยสามบริษัทใหญ่แห่งวงการคอมพิวเตอร์ คือ Digital Equipement Corp., Intel, และ Xerox เมื่อราวปี 1973 ..

ในสมัยแรก Ethernet ใช้สายสัญญาณ RG-8 Coaxial Cable ซึ่งมีเส้นผ่านศูนย์กลางสายถึงครึ่งนิ้ว เชื่อมต่อเป็น bus topology การต่อสายเข้าไปยัง workstation จะใช้วิธีบีบเขี้ยวโลหะให้จมลงไปในสายเพื่อให้สัมผัสกับตัวนำข้างใน มีอัตราในการรับส่งข้อมูล 2.94 Mbps (อาจจะช้า แต่สมัยนั้นถือว่าเร็วมาก เร็วเกินกว่า bus ของคอมพิวเตอร์ทั่วไปจะทำงานได้ทันด้วยซ้ำ) แต่เนื่องจากว่าราคาสายมันแพง และหนัก (ก็หนาตั้งครึ่งนิ้ว - -') ในที่สุดจึงมีการพัฒนาสายสัญญาณสำหรับ Ethernet แบบใหม่เรียกว่า cheapernet หรือ thinnet เป็น coaxial เหมือนกัน แต่ลดขนาดลงเหลือเพียง 1/4 นิ้ว (RG-58) ส่วน Ethernet แบบเดิมจะเรียกว่า Thick Ethernet หรือ DIX Ethernet (DIX ก็มาจากชื่อบริษัทนั่นเอง) .. ช่วงเดียวกันนี้เองที่ IEEE ได้ออกมาตรฐาน IEEE 802 สำหรับ LAN ออกมา .. หนึ่งในมาตรฐานนี้ก็คือ IEEE 802.3 ซึ่งกล่าวถึง Ethernet protocol และ physical media ที่นำมาใช้งาน โดยแยกมาตรฐานของ media เป็น 10Base5 (DIX Ethernet), 10Base2(Thinnet), 10BaseT (UTP cable), ฯลฯ .. IEEE 802.3 ได้พัฒนาให้ Ethernet ทำงานได้เร็วขึ้นโดยการลด delay ในการส่งข้อมูลลง 10 เท่า จึงได้เป็นมาตรฐานที่เรียกกันว่า Fast Ethernet ซึ่งใช้ frame format เหมือน Ethernet แต่เพิ่มอัตราการรับ-ส่งข้อมูลเป็น 100 Mbps และเพิ่มความสามารถในการทำ full duplex (แต่เดิม Ethernet เป็น half duplex) ซึ่งทำให้ประสิทิธิภาพสูงขึ้นมาอีก และยังออกมาตรฐานที่สามารถใช้งานในระยะที่ไกลขึ้นโดยเปลี่ยนสื่อเป็น optical fiber ปี 1997 IEEE 802.3 ก็ออกมาตรฐานใหม่ คือ IEEE 802.3z หรือที่เราเรียกกันว่า Gigabit Ethernet ซึ่งมีอัตราการรับส่งข้อมูลเป็น 1 Gbps .. Gigabit Ethernet ออกแบบโดยกลุ่มบริษัทที่มีธุรกิจเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมเครือข่ายเรียกว่า Gigabit Ethernet Alliance (GEA) โดย GEA ออกแบบให้ Gigabit Ethernet ทำงานได้ดีขึ้นกว่า Fast Ethernet และทำงานได้ดีพอๆ กับ ATM ... ATM เป็น protocol ที่ออกแบบมาดีมาก สนับสนุน Quality of Service ที่สมบูรณ์ มีคุณสมบัติที่เหมาะกับข้อมูลทุกประเภท และเป็น protocol ที่เป็นอิสระกับ physical media ดังนั้นจึงสามารถทำงานบน physical media ต่างๆ กันได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนแปลงที่ตัว protocol . ATM ก็เลยใช้งานได้ตั้งแต่ LAN ยัน WAN โดยไม่ต้อง convert protocol ไปๆ มาๆ . อย่างใรก็ตามข้อเสียชอง ATM ก็คือเป็นเทคโนโลยีราคาแพง ทั้งในแง่ของอุปกรณ์ และบุคลากร มีความซับซ้อนมากๆ โดยเฉพาะเรื่องของ routing ใน ATM ดังนั้น การนำไปใช้งานจึงเป็นเรื่องที่ไม่สะดวกนัก .. Gigabit Ethernet ออกแบบมาให้ใช้งานกับ Fast Ethernet และ Ethernet ได้ ดังนั้นจึงใช้ frame format เหมือนเดิม แต่เพิ่มความสามารถในการทำ Class of Service เพื่อให้ทำงานได้เทียบเท่ากับ Quality of Service และสามารถสร้าง Virtual LAN ได้เหมือนกับ ATM .. ปัจจุบัน Gigabit Ethernet ใช้งานกันมากขึ้น เนื่องจากส่วนใหญ่จะคุ้นเคยกับ Ethernet มานานแล้ว จึงไม่ต้องเรียนรู้มากเหมือน ATM ค่าใข้จ่ายก็น้อยกว่าด้วย.. ตอนที่ไปประชุมที่ฮาวาย วิทยากรท่านนึงได้กล่าวถึง 10 Gigabit Ethernet ขึ้นมาในที่ประชุม ก็เลยเริ่มค้นๆ ข้อมูลมาตั้งแต่เดียวนั้น (ผมหมายถึงเดี๋ยวนั้นจริงๆ .. พอได้ยินปุ๊บก็เปิด browser เข้า www.gigabit-etherhet.org กันเลย - -'') ก็เลยได้รู้ว่ากลุ่ม GEA ได้เปลี่ยนเป็น 10GEA ไปแล้ว รวมถึง website ก็เปลี่ยนไปเป็น www.10gea.org ด้วย ..10GEA ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่เดือนมีนาคมปี 1999 โดยรวมเอาวิศวกรจากบริษัทต่างๆ กว่า 100 บริษัท มาช่วยกันร่างมาตรฐาน IEEE 802.3ae ซึ่งจะเป็นมาตรฐานที่กล่าวถึง 10 Gigabit Ethernet .. ร่างล่าสุดตีพิมพ์ออกมาเมื่อเดือนกันยายน 2000 .. 10GEA คาดว่ามาตรฐานที่สมบูรณ์จะออกมาในปี 2002.. อย่างใรก็ตาม มีแนวโน้มว่า product ที่ใช้งานได้ตามมาตรฐานอาจจะออกมาก่อนหน้าที่มาตรฐานจะเสร็จสมบูรณ์ .. ทีแรกผมคิดว่า 10 Gigabit Ethernet ไม่น่าจะมีอะไรมากไปกว่าการทำให้มันเร็วขึ้น เพื่อจะแข่งกับ ATM OC-48 .. แต่เมื่อลองอ่านดูละเอียดๆ ก็พบว่า 10 Gigabit Ethernet ถือว่าเป็นก้าวกระโดดที่สำคัญอีกก้าวนึงของ Ethernet protocol เลยทีเดียว...

Boosted to 10 Gbps

อย่างแรกที่ต้องพูดถึงก็คงเป็นเรื่องอัตราการรับส่งข้อมูลนี่ละครับที่ปรับขึ้นเป็น 10 Gbps .. เหตุผลที่เลือกเป็น 10 Gbps ก็เนื่องจากว่าเป็นตัวเลขที่เหมาะสมในแง่ของ scalability และเป็นอัตรารับส่งที่ใกล้เคียงกับ MAN/WAN backbone ที่ความเร็ว OC-192/STM-64 ... เนื่องจาก 10 Gigabit Ethernet ยังคงใช้ frame format เดิมเหมือน MAC ก็ยังเหมือนเดิม ขนาดของ frame ก็ยังจำกัดไว้เท่าเดิม ดังนั้นมันจึงสามารถใช้งานร่วมกันได้กับเทคโนโลยี Ethernet, Fast Ethernet, และ Gigabit Ethernet ได้ อย่างไรก็ตาม 10 Gigabit Ethernet จะสนับสนุนเฉพาะ full duplex เท่านั้น และไม่สนับสนุนการใช้งานบน shared media .. แปลว่าการทำงานจะเป็น switching เท่านั้น และเพราะเหตุผลนี้เอง ทำให้ 10 Gigabit Ethernet สามารถใช้งานได้ ไม่ว่าจะมีระยะห่างระหว่าง node เท่าไหร่ก็ตาม ข้อจำกัดของระยะทางจะอยู่ที่ physical media ไม่ใช่ตัว 10 Gigabit Ethernet protocol..

LAN/MAN/WAN ในมาตรฐานเดียว

ทีนี้ถ้าลองคิดต่อจากที่ว่า ข้อจำกัดของระยะทางจะอยู่ที่ physical media ก็หมายความว่า 10 Gigabit Ethernet สามารถใช้งานเป็น protocol ของเครือข่ายได้ทุกระดับ ทั้ง LAN, MAN, และ WAN ขึ้นอยู่กับว่าใช้ physical media ใด.. นี่เป็นเรื่องใหม่สำหรับ Ethernet ครับ เพราะที่ผ่านมา Ethernet เป็นเทคโนโลยีที่เอาไว้ใช้งานกับ LAN เท่านั้น หรืออย่างมากก็ทำเป็น MAN ในระยะใกล้ๆ .. ที่สำคัญก็คือ หากเราใช้ Ethernet ในระดับ WAN ได้ เราก็จะสามารถส่ง Ethernet frame จากเครื่องนึงไปอีกเครื่องนึงได้โดยไม่ถูก convert ไปเป็น protocol อื่นเลย เหมือนกับที่ ATM ทำมาก่อนหน้านี้ ทำให้ router/L3 switch ไม่ต้องทำงานหนักในการแปลง protocol ไปๆ มาๆ .. 10 Gigabit Ethernet ยังถูกออกแบบให้ compatible กับ SONET OC-192 และ SDH STM-64 ด้วย จึงสามารถเอา 10 Gigabit Ethernet กับ SONET OC-192/SDH STM-64 มาเชื่อมกันได้โดยตรง เพื่อให้สามารถส่ง Ethernet frames ผ่าน SONET/SDH WAN PHY ได้

การสนับสนุนมาตรฐานต่างๆ

10 Gigabit Ethernet สนับสนุนการทำงานตามมาตรฐานต่างๆ มากมาย เช่น

IEEE 802.1p Multicast pruning

IEEE 802.1Q Virtual LAN/Class of Service

IEEE 802.3ad Link Aggregation for Load Balancing

Multi Protocol Label Switching (MPLS)

Simple Network Management Protocol (SNMP)

Remote Monitoring (RMON)

ดังนั้น 10 Gigabit Ethernet จึงมีขอบเขตการใช้งานค่อนข้างกว้าง เช่น ทำ server load balancing, Voice over IP โดยระบุ CoS, ทำ multicasting สำหรับ video/audio broadcasting, etc.

Physical Media

ตามร่างของ IEE 802.3ae แบ่ง physical media สำหรับ 10 Gigabit Ethernet เป็นสองแบบคือสำหรับ LAN และสำหรับ WAN ทั้งสองอย่างจำเป็นต้องใช้ optical fiber ทั้งคู่ ซึ่งมีดังนี้ครับ

PMD

FiberDiameter
(micron)

Bandwidth
(MHz * km)

Distance
(m)

850 nm serial MMF

50

400

65

1310 nm WWDM MMF

62.5

160

300

1310 nm WWDM SMF

9

N/A

10000

1310 nm serial SMF

9

N/A

10000

1550 nm serial SMF

9

N/A

40000

ส่วนชื่อตามมาตรฐานของ 10GEA ก็จะมี 10GBASE-R สำหรับ LAN, 10GBASE-X สำหรับ WDM LAN/WAN และ 10GBASE-W สำหรับ WAN

ข้ออ้างอิง : http://kitty.in.th/index.php?room=article&id=88

มาตรฐานเครือข่าย LAN แบ่งออกเป็น 3 ชนิด

1.มาตรฐานเครือข่าย LAN Ethernet

2. มาตรฐานเครือข่าย LAN TOKEN

3. มาตรฐานเครือข่าย LAN ARCnet

มาตรฐานเครือข่าย LAN Ethernet

เทคโนโลยี LAN แบบ Ethernet พัฒนามาจากแนวคิดเครื่อข่ายการสื่อสารผ่านดาวเทียมโดยมหาวิทยาลัย แห่งฮาวาย ใช้เทคนิค CSMA / CD ( Carrier Sense Multiple Access / Collision Detection)

เป็นเครือข่ายที่นิยมใช้กันมากในปัจจุบัน ซึ่งติดตั้งง่าย ไม่มีความสลับซับซ้อน ประกอบกับมีต้นทุนที่ต่ำ และยังมีอุปกรณ์ต่างๆ สนับสนุนมากมายที่สามารถนำเชื่อมต่อกับระบบให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น หรือเชื่อมต่อกับเครือข่ายขนาดใหญ่ เช่น เมนเฟรมคอมพิวเตอร์

ระบบ Ethernet มีการพัฒนาด้านความเร็วและประสิทธิภาพของระบบอยู่เสมอ ความเร็วในการส่งข้อมูลบนเครือข่าย Ethernet เดิมจะมีความเร็วที่ 10 เมกกะบิตต่อวินาที แต่ในปัจจุบันได้มีการพัฒนาความเร็วถึง 100 เมกกะบิต หรือที่เรียกว่า Fast Ethernet ในรูปแบบการเชื่อมต่อเครือข่ายแบบ Star, Ethernet ยังแบ่งออกเป็นรูปแบบการเชื่อมต่อระบบ 3 รูปแบบด้วยกันคือ

1. 10 Base 2

2. 10 Base 5

3. 10 Base T

มาตรฐานเครือข่าย LAN TOKEN

เทคโนโลยี LAN แบบ Ethernet มีข้อจำกัดในเรื่องการชนกันของข้อมูลเพราะใช้เทคนิค CSMA / CD ( Carrier Sense Multiple Access / Collision Detection) ซึ่งเมื่อจำนวนเครือข่าย

เพิ่มการส่งข้อมูลก็มีสูง จึงใช้หลักการ แบบ TOKEN

หลักการ Token – Passing

วิธีการนี้สามารถใช้กับ Topology หลายแบบด้วยกัน เช่น Bus, Star, Ring โดยวิธีการนี้จะมีคอมพิวเตอร์เพียงเครื่องเดียวในช่วงเวลาหนึ่งที่มีสิทธิในการส่งข้อมูล โดยรหัส Token เก็บไว้ และเมื่อทำการส่งข้อมูลออกไปแล้ว ก็จะทำการส่งรหัส Token นี้ออกไปให้เครื่องอื่น ๆ ตามลำดับที่ได้กำหนดไว้ เมื่อเครื่องใดได้รับรหัสแล้ว ถ้าเครื่องนั้นไม่ต้องการส่งข้อมูลก็จะส่งรหัสนี้ต่อไปยังเครื่องอื่นต่อไป ถ้าเครื่องนั้นต้องการส่งข้อมูลก็ให้ส่งข้อมูลออกมาก่อน แล้วค่อยส่งรหัสออกไปให้เครื่องอื่นทราบตามลำดับ ซึ่งวิธีนี้ จะทำให้ทุกเครื่องในเครือข่ายจะได้รับสิทธิในการส่งข้อมูล 1 ครั้ง ภายใน 1 รอบการทำงาน ทำให้สามารถจำกัดเวลาได้ว่าจะส่งข้อมูลออกไปได้ภายในเวลาไม่เกินกี่ millisecond

ในที่นี้ จะกล่าวถึงเฉพาะ ระบบ Ethernet เพราะมีการพัฒนาด้านความเร็วและประสิทธิภาพของระบบอยู่เสมอ ความเร็วในการส่งข้อมูลบนเครือข่าย Ethernet เดิมจะมีความเร็วที่ 10 เมกกะบิตต่อวินาที แต่ในปัจจุบันได้มีการพัฒนาความเร็วถึง 100 เมกกะบิต หรือที่เรียกว่า Fast Ethernet ในรูปแบบการเชื่อมต่อเครือข่ายแบบ Star, Ethernet ยังแบ่งออกเป็นรูปแบบการเชื่อมต่อระบบ 3 รูปแบบด้วยกันคือ

1. 10 Base 2

2. 10 Base 5

3. 10 Base T

มาตรฐาน 10 Base 2

ความหมาย 10 คือความเร็วในการส่งข้อมูล 10 Mbps

Base คือการส่งข้อมูลแบบ Baseband

2 คือความยาวสูงสุด 200 เมตร (185 – 200 เมตร )

10 Base 2 เป็นแบบเครือข่ายที่ใช้สาย Coaxial แบบบาง (Thin Coaxial) ชนิด RG-58 A/U โดยจะมี Teminator (50 โอมห์ ) เป็นตัวปิดหัว และท้ายของเครือข่าย

อุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ควรทราบ มีดังนี้

คือสายสัญญาณที่ใช้ในการส่งข้อมูลในระบบเครือข่ายชนิด 10 Base 2 หรือที่เรียกสั้นๆ ว่าสาย Thin

แผงวงจรเครือข่าย (LAN Card)
คือแผงวงจรเครือข่ายที่เสียบไว้กับตัวเครื่อง และเชื่อมต่อด้วยสายเพื่อต่อเป็นเครือข่าย โดยวงจรเครือข่ายนี้จะมีหัวเสียบที่ใช้กับหัวต่อแบบ BNC Connector Socket

( LAN Card ) ชนิด BNC ใช้กับมาตรฐาน 10 Base 2

ข้อกำหนดของ 10 Base 2

ใช้สาย Thin Coaxial ชนิด RG-58 A/U

หัวที่ใช้ต่อกับสายคือ หัว BNC

ห้ามต่อหัว BNC เข้ากับ LAN Card โดยตรง ต้องต่อด้วย T-Connector เท่านั้น

เครื่องตัวแรกและตัวสุดท้ายในเครือข่าย ต้องปิดด้วย Terminator ขนาด 50 โอมห์

ความยาวของสายแต่ละเส้นที่ต่อระหว่าง Workstation ต้องมีความยาวไม่ต่ำกว่า 0.5 เมตร

สายสัญญาณต่อ 1 Segment ยาวไม่เกิน 200 เมตร (185 – 200 เมตร )

ใน 1 Segment สามารถต่อเป็นเครือข่ายได้ไม่เกิน 30 เครื่อง

ในกรณีที่ต้องการต่อมากกว่า 30 เครื่อง ต้องมีอุปกรณ์ที่เรียกว่า Repeater เพื่อเพิ่ม Segment โดยสามารถต่อ Repeater ได้ไม่เกิน 4 Repeater ( ดังนั้น 4 Repeater = 5 Segment)

ความยาวของสายสัญญาณทั้งหมด สูงสุด 1000 เมตร (200 เมตรต่อ 1 Segment คูณด้วย 5 Segment)

จำนวนเครื่องสูงสุดในเครือข่าย 150 เครื่อง (30 เครื่องต่อ 1 Segment คูณด้วย 5 Segment)

มาตรฐาน 10 Base 5

ความหมาย 10 คือความเร็วในการส่งข้อมูล 10 Mbps

Base คือการส่งข้อมูลแบบ Baseband

คือความยาวสูงสุด 500 เมตร

10 Base 5 เป็นแบบเครือข่ายที่มีลักษณะคล้ายกับ 10 Base 2 แต่จะใช้สาย Coaxial แบบหนา (Thick Coaxial หรือ Back Bone) เป็นสายชนิด RG-8 ซึ่งสายจะเป็นสีเหลืองและมีขนาดใหญ่โดย Teminator (50 โอมห์ ) เป็นตัวปิดหัว และท้ายของเครือข่าย เครือข่ายชนิด 10 Base 5 นี้ จะมีต่อจำนวนเครื่องได้มากกว่า และต่อในระยะได้ไกลกว่าแบบ 10 Base 2 แต่ในปัจจุบันมักไม่นิยมใช้กัน เนื่องจากต้องใช้ค่าใช้จ่ายสูง อุปกรณ์ต่างๆ ที่ควรทราบ มีดังนี้

แผงวงจรเครือข่าย (LAN Card)

คือแผงวงจรเครือข่ายที่เสียบไว้กับตัวเครื่อง และเชื่อมต่อด้วยสายเพื่อต่อเป็นเครือข่าย โดยแผงวงจรเครือข่ายนี้จะมีหัวเสียบเป็นชนิด DIX Connector Socket

( LAN Card ) ชนิด AUI ใช้กับมาตรฐาน 10 Base 5

Base 5

ใช้สาย Thick Coaxial ชนิด RG-8

หัวที่ใช้ต่อกับสายคือหัว DIX หรือบางทีอาจจะเรียกว่า หัว AUI

เครื่องตัวแรกและตัวสุดท้ายในเครือข่ายต้องปิดด้วย N-Series Terminator ขนาด 50 โอมห์

ระยะห่างระหว่าง Transceiver ต้องไม่ต่ำกว่า 2.5 เมตร

• Transceiver Cable จะมีความยาวได้ไม่เกิน 50 เมตร

ใน 1 Segment สามารถต่อเป็นเครือข่ายได้ไม่เกิน 100 เครื่อง

สายสัญญาณต่อ 1 Segment ยาวไม่เกิน 500 เมตร

ในกรณีที่ต้องการต่อมากกว่า 100 เครื่อง ต้องมีอุปกรณ์ที่เรียกว่า Repeater เพื่อเพิ่ม

Segment โดยสามารถต่อ Repeater ได้ไม่เกิน 4 Repeater (ดังนั้น 4 Repeater = 5 Segment)

ความยาวของสายสัญญาณทั้งหมด สูงสุด 2,500 เมตร (500 เมตรต่อ 1 Segment คูณด้วย 5 Segment )

จำนวนเครื่องสูงสุดในเครือข่าย 500 เครื่อง (100 เครื่องต่อ Segment คูณด้วย 5 Segment )

มาตรฐาน 10 Base T

ความหมาย 10 คือความเร็วในการส่งข้อมูล 10 Mbps

Base คือการส่งข้อมูลแบบ Baseband

T คือ Twisted Pair (UTP)

10 Base T จัดได้ว่าเป็นเครือข่ายที่นิยมใช้กันมากในปัจจุบัน เนื่องจากเป็นระบบเครือข่ายที่ติดตั้งได้ง่ายและจำนวนสถานีที่ใช้งานจะต่อได้มากกว่า ในความจริงแล้ว 1 0 Base T นั้นไม่ได้จัดอยู่ในมาตรฐาน Ethernet โดยตรง แต่เป็นเครือข่ายที่ผสมผสานระหว่าง Ethernet และ Star เ ข้าด้วยกัน ซึ่งจะมีอุปกรณ์ ตัวกลางที่เรียกว่า Concentrator หรือเรียกกันทั่วไปว่า HUB ที่คอยรับสัญญาณระหว่าง Workstation และ File Server โดยในกรณีที่มีสายจากสถานีใดเสียหาย ก็จะไม่มีผลกระทบต่อระบบ แต่ถ้า HUB มีปัญหาทั้งระบบก็จะใช้งานไม่ได้ 1 0 Base T นั้นจะใช้สายชนิด UTP (Unshield Twisted Pair) ส่วนหัวต่อนั้นจะเป็นชนิด RJ-45 อุปกรณ์ต่างๆ ที่ควรทราบ มีดังนี้

สาย UTP

คือ สายสัญญาณที่ใช้ในการส่งข้อมูลในระบบเครือข่ายซึ่งมีลักษณะคล้ายกับสายโทรศัพท์โดยส่วนใหญ่แล้วมักใช้สาย UTP ชนิด CAT – 3 หรือ CAT – 5

สายชนิด CAT – 3 เป็นสายที่ใช้ความเร็วในการส่งข้อมุล 10 Mbs

สายขนิด CAT - 5 เป็นสายที่ใช้ความเร็วในการส่งข้อมูล 100 Mbs (แต่ถ้าใช้ในเครือข่าย Etherter ที่มีความเร็วในการส่งข้อมูล 10 Mbs ก็จะวิ่งที่ 10 Mbs แต่ถ้ามีการเปลี่ยนเป็น Fast Etrherter ก็จะวิ่งที่

100 Mbs ซึ่งทำให้ไม่ต้องเปลี่ยนหรือซื้อสาย UTP ใหม่

แผงวงจรเครือข่าย ( LAN Card )

คือ แผงวงจรเครือข่ายที่เสียบไว้กับตัวเครื่องและเชื่อมต่อด้วยสายเพื่อต่อเป็นเครือข่าย โดยแผงวงจรเครือข่ายนี้จะมีช่องไว้เสียบหัวชนิด RJ –45

( LAN Card ) ชนิด RJ 45 ใช้กับมาตรฐาน 10 Base T

เส้นจะหุ้มโดยฟอยล์ปลอกโลหะ ปลอกโลหะจะช่วยป้องกันสัญญาณรบกวน (noise) การมีฉนวนหุ้มภายนอกช่วยป้องกันสัญญาณรบกวนจากสายอื่นหรือแหล่งกำเนิดไฟฟ้าอื่น ๆ ข้อเสีย คือ การมีฉนวนหุ้มย่อมหมายถึงค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น
คีมเข้าหัว RJ-45
ใช้สำหรับเข้าหัว RJ-45 กับสาย UTP หรือ STP

1. ใช้สาย UTP ชนิด CAT – 3 หรือ CAT – 5

2. หัวที่ใช้ต่อกับสายคือหัวชนิด RJ –45

3. ระยะระหว่างเครื่อง หรือระหว่าง HUB กับ HUB จะยาวไม่เกินกว่า 100 เมตร

• 1 Segment = 4 HUB]

ใน 1 Segment สามารถต่อเป็นเครือข่ายได้ 512 เครื่อง

ในกรณีที่ต้องการต่อมากกว่า 512 เครื่อง ต้องเพิ่ม HUB ได้ไม่เกิน 4 ตัว ( ดังนั้น 4 Reperter = 5 Segment )

จำนวนเครื่องสูงสุดในเครือข่าย 2,560 เครื่อง ( 512 เครื่องต่อ 1 Segment คูณด้วย 5 Segment )

รูปแบบการเชื่อมต่อแบบ 10base T

ระบบเครือข่ายเฉพาะที่ ( Local Area Network )

สถาปัตยกรรมของระบบLAN มีอยู่ 4 แบบ ดังนี้

1.Ethernet 2.Token Bus 3.Token Ring 4.FDDI (Fiber Distributed Data Processing)

- Ethernet ,Token Bus ,Token Ring เป็นมาตรฐานที่ถูกกำหนดขึ้นโดย IEEE และเป็น

ส่วนหนึ่ง ของโครงการ 802 (Project 802)

- FDDI นั้นเป็นมาตรฐานของ ANSI (American Nation Standard Institute)

- การควบคุมData LinkของLAN Protocol ที่ใช้อยู่ทั้งหมดในทุกวันนี้นั้น มีพื้นฐานบนการทำงาน

ของ HDLC

- HDLC ที่เหมาะสมนั้นจะแตกต่างกันไปตามเทคโนโลยีของแต่ละระบบ

- สิ่งที่แตกต่างกันในแต่ละProtocolนั้น มีความสำคัญในการควบคุมการออกแบบระบบมาก
โครงการ 802 (Project 802)

- IEEE (Institute of Electrical and Electronic Engineer) เป็นองค์กรที่กำหนดมาตรฐานทางด้าน

อุปกรณ์ด้านอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์

- ใช้หมายเลขเป็นเครื่องหมายกำหนดมาตรฐานต่างๆ

- กำหนดมาตรฐานProtocol (กลุ่มหมายเลข IEEE 802) รายละเอียดได้ถูกแยกเป็นหลายส่วนย่อย

ส่วนแรก ใช้รหัส 802.1

1.กำหนดโครงสร้างโดยรวมของมาตรฐาน 802 ทั้งหมด

2.กำหนดวิธีการสื่อสารขั้นต้น

ส่วนที่สอง คือ 802.2
1.รายละเอียดของProtocolในชั้นสื่อสารเชื่อมต่อข้อมูลส่วนบน
2.ควบคุมการเชื่อมต่อในระดับตรรกภาพ (LLC: Logical Link Control)

ส่วนรหัส 802.3 ถึง 802.5
1.Protocolที่ใช้ในการสื่อสาร
2.ได้รับความนิยมในการนำมาใช้งาน 3 แบบคือ

- IEEE 802.3 CSMA/CD

- IEEE 802.4 Token Bus

- IEEE 802.5 Token Ring
-
มีความแตกต่างกัน
1.ชั้นสื่อสารกายภาพ (Physical Layer)
2.ชั้นสื่อสารย่อยควบคุมการใช้สื่อ (Medium Access Sub Layer)

- แต่มีรายละเอียดการทำงานในชั้นสื่อสารเชื่อมต่อข้อมูล (Data link Layer) เหมือนกัน
- ได้รับการยอมรับจากองค์กรควบคุมมาตรฐานอื่นๆ ได้แก่
ANSI และ ISO IEEE Standard
- 802.3 Ethernet มีTopologyแบบBUS และใช้Protocol CSMA/CD
- 802.4 ใช้Protocolส่งผ่านTokenใน TopologyแบบBUS
- 802.5 ใช้Protocol ส่งผ่านToken รวมถึงมาตรฐาน ISO 9314 หรือ FDDI ซึ่งใช้Tokenใน
TopologyแบบRing
Protocol IEEE 802
- ใช้กันทั่วโลกเป็นการกำหนดมาตรฐานของ
LAN
- ลักษณะของ
LAN มีลักษณะเฉพาะตัวสำคัญอยู่ 2 ประการ
1.ข้อมูลที่ส่งออกไปจะได้รับการกำหนดเป็นFrame มีAddressที่แน่นอน
2.ไม่มีการเลือกเส้นทางในNetwork เพราะ LAN อาจจะเป็นแบบBUS หรือRING (วงแหวน) ก็
สามารถส่งเข้าระบบได้โดยตรง

-
LAN จึงไม่เกี่ยวข้องกับระดับที่ 3 ของ OSI Modelโดยตรงเลย
- การกำหนด
Frame และการตรวจสอบข้อผิดพลาดจะอยู่เพียงระดับที่ 2 เท่านั้น
- LAN Protocol จะเกี่ยวกับระดับของ OSI เพียง 2 ระดับ
ข้อกำหนดเอง IEEE 802 จัดแบ่งระดับของ LAN ขึ้นใหม่เป็นการแยกระดับออกโดยจัดระดับ

ของ IEEE 802 แบ่งเป็น 3 ระดับ = เทียบได้กับ OSI 2 ระดับ
1.ส่วนบนของระดับที่กำหนด คือ 802.2 LLC (Logical Link Control) มีหน้าที่
สำคัญ ดังนี้

1)มีจุดเชื่อมต่อที่เรียกว่า SAP (Service Access Point) เพื่อให้เชื่อมต่อกับระดับที่อยู่ข้างเคียงได้
2)ในระบบการส่งข้อมูล จะจัดข้อมูลเป็นFrame
3)ในการรับข้อมูล จะแยกข้อมูลออกจากFrame

2.ระดับล่าง MAC (Medium Access Control) ซึ่งอยู่ในระดับล่างถัดลงมาเทียบกับ
OSI โมเดล ก็ยังอยู่ในระดับData Link ทำงานในหน้าต่อไปนี้
1)จัดการสำหรับการ Access ข้อมูลที่มาจากต้นทางหลายแห่ง และไปยังปลายทางได้หลายที่
2)ทำหน้าที่บางส่วนคล้ายระดับ LLC (Logical Link Control) ในระดับสุดท้ายคือระดับต่ำสุด คือ
ระดับ
Physical
3) End Code และDe Code สัญญาณทำหน้าที่Synchronous สร้างสัญญาณส่งและรับBitข้อมูล
- MAC เป็นระดับที่ไม่มีในModelของ OSI

IEEE 802.3 (Ethernet)
-ได้ปฏิวัติความต้องการในการเพิ่มปริมาณของ
Packetข้อมูลในเครือข่าย
- ลดต้นทุนการรับส่งข้อมูล

- ความน่าเชื่อถือ

- การติดตั้งบำรุงรักษา ทำได้สะดวก

- เริ่มต้นทำงานที่ 10
Mbps (มีชื่อว่า Ethernet)
- ความเร็วระดับ 100
Mbps (มีชื่อว่า Fast Ethernet)
- ระดับ 1
Gbps (มีชื่อว่า Gigabit Ethernet)
- ปัจจุบัน 10
Gbps (มีชื่อว่า 10 Gigabit Ethernet หรือ 10 GbE) กำลังจะเข้ามาในเครือข่ายของ
Ethernet และชั้นData Link
- เป็นข้อกำหนดด้านรูปแบบของเฟรมข้อมูล
(Frame) ใช้ Access Method แบบ CSMA/CD และใช้
Topology แบบ Bus , Star และ Ring
- IEEE ก็ได้ประกาศรับรองมาตรฐานของEthernetไว้ในมาตรฐาน IEEE 802 ซึ่งเป็นมาตรฐานหลัก
ที่เกี่ยวกับรูปแบบของการใช้งานและข้อมูลต่างๆ เช่น 10
Base5
“10” หมายถึงความเร็ว 10 Mbps
“Base” หมายถึง Baseband (“Broad” คือ Broadband)
“5” หมายถึงระยะไกลสุดที่สามารถเชื่อมต่อ ในที่นี้คือ 500 เมตร
“T” หมายถึง ใช้สาย Twisted Pair และ “F” หมายถึง Fiber
- มาตรฐาน
IEEE 802.3u ซึ่งได้ขยายครอบคลุมความเร็วระดับ 100 Mbps (Fast Ethernet)
ประกอบด้วย

100BaseTX เป็นการใช้สาย UTP Category 5 เชื่อมต่อได้ไกล 100 เมตร/Segment
100BaseFX เป็นการใช้สาย Fiber Optic เชื่อมต่อได้ไกลถึง 412 เมตร/Segment
- ร่างมาตรฐาน 802.3
z หรือ Gigabit Ethernet โดยจะทำการขยายความเร็วในการเชื่อมต่อขึ้นไป
ถึง 1000
Mbps (1 Gigabit/Seconds)
วิธีควบคุมการเข้าใช้งานสื่อกลาง (Media Access Control Method)
- เป็นข้อตกลงที่ใช้ในการรับส่งข้อมูลผ่านสื่อกลาง (สายCableของเครือข่ายแบบ LAN)
การทำงาน
1.จะเกิดอยู่ในส่วนของแผงวงจรเชื่อมต่อเครือข่าย (NIC)
2.ทำงานอยู่ในครึ่งท่อนล่างของ Data link Layer
วิธีในการเข้าใช้งานจะมีอยู่หลายวิธี คือ
CSMA/CD
(Carrier Sense Multiple Access/Collision Detection) Protocol
- วิธีที่ทุก Node ของเครือข่ายสามารถเห็นข้อมูลที่ไหลอยู่ในสายสื่อสารของเครือข่าย
- มีโหนดปลายทางที่ระบุไว้เท่านั้นที่จะทำการคัดลอกข้อมูลขึ้นไป

- ทุกโหนดที่ต้องการส่งข้อมูลจะต้องทำการตรวจสอบสายสื่อสารว่าว่างหรือไม่

- หากสายไม่ว่างโหนดก็ต้องหยุดรอและทำการสุ่มตรวจเข้าไปใหม่เรื่อย ๆ

- เมื่อสัญญาณตอบกลับว่าว่างแล้วจึงสามารถส่งข้อมูลเข้าไปได้

- อาจมีกรณีที่ 2 Nodeส่งสัญญาณเข้าไปพร้อมๆกัน ทำให้เกิดการชนกัน (Collision)
- กรณีนี้ทั้งสองฝ่ายจะต้องหยุดส่งข้อมูล และรออยู่ระยะหนึ่ง (ตามตัวเลขที่สุ่มได้จากสูตร)

-
Nodeที่สุ่มได้ระยะเวลาที่น้อยที่สุดก็จะทำการ ส่งก่อน
- วิธีการใช้สื่อกลางชนิดนี้จะพบมากในโครงสร้างแบบ
Bus
Ethernet ที่นิยมใช้งานกันทั่วไปในปัจจุบัน
1000 BASE F
( IEEE 802.3z )
- เป็นมาตรฐานใหม่ของเทคโนโลยี LAN พัฒนามาจาก เครือข่ายแบบ Ethernet ความเร็ว 10 Mbps
- ให้สามารถรับส่งข้อมูลได้ที่ระดับความเร็ว 1
Gbps
- ยังคงใช้กลไก
CSMA/CD ในการร่วมใช้สื่อเหมือน Ethernet แบบเก่า
- มีการพัฒนาและดัดแปลงให้สามารถรองรับความเร็วในระดับ 1
Gbps
Gigabit Ethernet
- สนับสนุนการทำงานใน Mode Full-Duplex
- ทำงานในการเชื่อมต่อ

1) ระหว่าง Switch กับ Switch
2)ระหว่าง Switch กับ End Station
- การเชื่อมต่อผ่าน
Repeater , Hub จะเป็นลักษณะของ Shared- Media (ซึ่งใช้กลไก
CSMA/CD) จะทำงานใน Mode Half-Duplex

1000 BASE T ( IEEE 802.3t )
- รับส่งข้อมูลได้ที่ระดับความเร็ว 1 Gbps
-ใช้สาย UTP

100 BASE T (802.3U)
10 BASE T

10 BASE
2
IEEE 802.4
(Token Bus)
- กลไกการเข้าใช้ช่องสัญญาณจะมีTokenพิเศษ
- ทำหน้าที่เป็น
Frameสัญญาณกำหนดจังหวะให้สถานีเข้าใช้ช่องสัญญาณ
-
Tokenจะถูกนำส่งจากสถานีหนึ่งไปยังสถานีหนึ่งและวนกลับมาที่เดิมเป็นวงรอบ
- ใช้สาย
Coaxil และมีอัตราเร็วหลายระดับคือ 1,5 หรือ 10 Mbps.
- ช่วยให้สถานีไม่ต้องแย่งยึดช่องสัญญาณเหมือนใน
IEEE 802.3
IEEE 802.5 (Token Ring)
- อีกชื่อหนึ่งเรียกว่าIBM Token Ring ซึ่งได้ชื่อมาจากกลุ่มข้อมูลขนาด 3 Byteที่เรามักเรียกว่า Token
-
Token นี้จะถูกส่งผ่านไปรอบๆNetwork
-
Nodeที่ได้รับ เท่านั้นถึงจะมีสิทธ์ในการส่งข้อมูลออกมาในวงแหวนได้
- ด้วยการปะตัวข้อมูลและที่อยู่ของ
Nodeที่จะเป็นผู้รับข้อมูลไปกับ Token
-
Token ที่ถูกแก้ไขนี้ก็จะถูกส่งไปNodeถัดไป
- ขณะที่แต่ละ
Nodeได้รับ Token มันจะตรวจสอบข้อมูลที่มากับ Token นั้นว่ามีการอ้างถึง Address
ของมันเองหรือไม่

- หากว่าไม่มี
Token นั้นก็จะถูกส่งต่อไปตามปกติ
- หากว่ามีข้อมูลที่ส่งหาตัวมัน
Nodeนั้นจะดึงเอาข้อมูลออกมาและจะแทรกข้อความตอบรับว่า
ได้รับข้อมูลแล้วให้กับ Token นั่นด้วย
- ท้ายที่สุดก็ส่ง
Token นั้นกลับไปซึ่งเมื่อได้รับข้อความตอบรับนั้นแล้ว ก็จะมีการเอาข้อมูลตอบรับ
แล้วก็ใส่ข้อมูลใหม่ที่ว่า
ไม่มีการใช้งานกลับไปกับ Token นั้นแทน
- แนวคิดในการส่งข้อมูลเวียนไปเป็นวงกลมนั้นไม่ช้าเพราะว่าข้อมูลจะถูกสงวนไปตาม
Network
แบบวงกลมด้วยความเร็วเท่ากับแสงทีเดียว

ข้อดี
ที่เห็นได้ชัดเจนในการเชื่อมต่อแบบวงแหวนนี้คือคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องในNetworkมีโอกาสที่
จะส่งข้อมูลได้อย่างทัดเทียมกัน

ข้อเสีย
- หากNodeใดNodeหนึ่งเกิดปัญหาขึ้นจะค้นหาได้ยากว่าต้นเหตุอยู่ที่ไหน และวงแหวนก็จะขาด
ออก

- ต้องจัดส่วนประกอบในระบบ
Networkเสียใหม่ ด้วยการลบชื่อของNodeที่เสียหายออกแล้ว

ข้ามไปใช้Nodeที่อยู่ถัดไป

แสดงความสัมพันธ์ระหว่างEthernetกับมาตรฐานที่รองรับ

Ethernet

IEEE

10 BASE 2

802.5

10 BASE 5

802.5

10 BASE T

802.3

100 BASE T

802.3U

1000 BASE T

802.3X

1000 BASE F

802.3Z

10 GBASE S

802.3AE

10 GBASE L

802.3AE

10 GBASE E

802.3AE

10 GBASE X

802.3AE

FDDI (Fiber Distributed Data Interface)
- เป็นเทคโนโลยีเครือข่ายที่ได้รับความนิยม
- นำไปใช้ในลักษณะการเชื่อมต่อเป็น
Backbone
- สามารถให้ความเร็วในการรับ/ส่งข้อมูลสูงถึง 100
Mbps
- กำหนดขึ้นจากหน่วยงานมาตรฐานสหรัฐฯ (
ANSI : American National Standards Institute)
และหน่วยงานมาตรฐานสากล (
ISO : International Standard Organization)
- เชื่อมต่อเป็นวงแหวนซ้อนกันสองวง

- การกำหนดวงแหวนเป็นสองวงนั้นก่อให้เกิดการทำงานที่คงทนต่อความผิดพลาด

- แต่ละเครื่องในเครือข่าย
FDDI จะเชื่อมต่อเข้ากับวงแหวนทั้งสองที่เรียกว่า Primary Ring
และ
Secondary Ring
- ถ้ามีปัญหาเกิดขึ้นหลายๆ จุดพร้อมกัน ก็จะเกิดการแยกตัวเป็น
“Ringlets”
- แต่ละส่วนที่แยกจากกันจะไม่สามารถสื่อสารกันได้
- กำหนด
Protocolที่ใช้ควบคุมการทำ Media Access

แสดงชนิดของสื่อที่ใช้งานในEthernetกับระยะทางและความเร็วของข้อมูล

ชนิดของสื่อ

ระยะทางสูงสุด

ความเร็วสูงสุด

Thin Coaxial

185 เมตร

16 Mbps

Thigh Coaxial

500 เมตร

16 Mbps

UTP

100 เมตร

1 Gbps

Wireless RF2.4 GHz

500 เมตร

54 Mbps

Multi Mode Optical

2,000 เมตร

10 Gbps

Single Mode Optical

40,000 เมตร

10 Gbps